เรื่องจริงผ่านจอ

10 วิธี ฟิตสุขภาพ รับบอลโลก

10 วิธี ฟิตสุขภาพ รับบอลโลก

เทศกาลบอล โลก” ที่หลายคนรอเชียร์ทีมในดวงใจ 4 ปีมีครั้ง จะให้รอฟังแต่สรุปผลบอลก็คงจะไม่ทันใจ คอบอลทั้งหลายจึงยอมอดตาหลับขับตานอนกันตลอดทั้งเดือน หากร่างกายไม่ฟิตพร้อม ก็อาจจะอ่อนเพลียหรือมีปัญหาสุขภาพตามมาได้ง่ายๆ ดังนั้นมาเตรียมพร้อมฟิตร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงกันแต่เนิ่นๆ เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ

1.ออก กำลังกายเตรียมความพร้อม
ถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงบอลโลก ทุกคนก็ควรออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละประมาณครึ่งชั่วโมง ทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย สุขภาพจิตก็จะดีตามไปด้วย เพราะสมองจะหลั่งสารกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น

คนที่ออกกำลังกายเป็น ประจำอยู่แล้ว จะพร้อมสำหรับการเชียร์บอลในช่วงดึกๆ แต่คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เมื่อต้องอดนอนเพื่อดูบอล ร่างกายจะอ่อนเพลียได้ง่าย ดังนั้นควรหาเวลาออกกำลังกายเสียตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการยืดแข้งยืดขา เดินให้มากขึ้น พอร่างกายเริ่มปรับตัว ทีนี้การออกกำลังให้เป็นเรื่องเป็นราวก็จะง่ายขึ้น

2.หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ
หากคุณไม่อยากน็อคเสียก่อนที่บอลโลก จะจบเกม ควรจะจัดสรรเวลาให้ดี ต้องยอมพลาดบางเกมเพื่อถนอมสุขภาพไว้ ดูตารางการแข่งขันแล้วเลือกเชียร์เฉพาะคู่ที่สำคัญจริงๆ เพื่อหาเวลาพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ก่อนที่ระบบต่างๆ ในร่างกายจะรวนจนต้องมาตามซ่อมกันทีหลัง

การนอนไม่พอทำให้เสียสุขภาพ มาก ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะสุขภาพจิต จะทำให้หงุดหงิดโมโหง่าย อารมณ์ฉุนเฉียว หุนหันพลันแล่น ตัดสินใจไม่ยั้งคิด เช่น ท้าพนันจนลืมตัว นี่ยังไม่รวมอุบัติเหตุจากการหลับใน

บางคนดูบอลตอนกลางคืน และนอนชดเชยในช่วงอื่น แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องการนอน อาจทำให้อาการนอนไม่หลับกำเริบได้

3.เลือกอาหารให้ดี
การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์เป็นสิ่ง จำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และยิ่งจำเป็นสำหรับการฟิตร่างกายให้พร้อมสำหรับบอลโลก อย่าสักแต่กินให้อิ่ม หรือเลือกกินแต่ของโปรด ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ ได้สารอาหารครบถ้วน เพื่อเป็นทุนให้กับร่างกายด้วย

ดูไป เชียร์ไป กินไป ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จ หลายคนตุนขนมกรุบกรอบไว้เต็มบ้านในช่วงบอลโลก แต่ขนมพวกนี้กินแล้วมักจะเพลิน หยุดไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็น มันฝรั่งทอด ป็อปคอร์น หรือขนมกรุบกรอบอื่นๆ การกินติดต่อกันเป็นประจำทุกคืน อาจเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือด สาเหตุสำคัญของโรคอ้วนและโรคหลอดเลือดหัวใจ หรืออาจทำให้ความดันสูงขึ้น หากเป็นขนมที่มีผงปรุงรสประเภทเกลือโซเดียม

ทาง ที่ดีหากรู้สึกหิว เลือกเป็นผลไม้ สลัดผักน้ำใส แซนด์วิชทูน่า หรือขนมจำพวกถั่วหรือเมล็ดธัญพืชต่างๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ จะดีต่อสุขภาพมากกว่าค่ะ

4.เครื่องดื่มก็สำคัญ
หลาย คนตั้งใจชวนเพื่อนมาเชียร์ด้วยกัน ถึงขนาดซื้อเหล้าซื้อเบียร์ยกลังกันเลยทีเดียว นอกจากจะทำให้อ้วน เพิ่มพุง เพิ่มไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ พูดจาผิดหู เชียร์คนละทีมก็ทะเลาะชกต่อยกันได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ยังอาจจะเมาและแฮงค์ ตื่นไปทำงานไม่ไหว หรือรู้สึกว่ามึนศีรษะ ไม่สดชื่นพร้อมรับวันใหม่เอาเสียเลย ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดทั้งเดือน เห็นทีจะแย่

น้ำอัดลมเย็นซ่าหวานอร่อย ก็แค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ดื่มแล้วนอนติดต่อกันหลายๆ คืน คุณจะอ้วนเอาได้ง่ายๆ

บางคนดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง หวังว่าจะช่วยให้ตาสว่างอยู่ได้ทั้งคืน แต่กาเฟอีนปริมาณสูง อาจทำให้ใจสั่น หรือใจเต้นแรง และแทนที่จะชูกำลัง จะยิ่งทำให้คุณอ่อนเพลียมากยิ่งขึ้น

แทนที่จะดื่มเครื่องดื่มเหล่า นั้น หันมาดื่มน้ำเปล่ากันดีกว่าค่ะ การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ จึงควรชดเชยน้ำให้กับร่างกาย โดยดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกาย และเพื่อป้องกันอาการร้อนในซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากนอนดึกติดต่อกันหลายๆ คืน

5.อย่าลืมแปรงฟัน
หากคุณกินขนมนมเนยหรือเครื่องดื่มหวานๆ ระหว่างการแข่งขัน อย่าลืมแปรงฟันหลังอาหารด้วย เพราะคุณอาจจะเผลอหลับไปโดยไม่ได้แปรงฟัน และฟันอาจจะผุได้

6.งดสูบบุหรี่
สำหรับใครที่สูบบุหรี่ ก็คงจะสูบกันตลอดทั้งวันแล้ว ดังนั้น ให้ปอดของคุณได้พักในช่วงกลางคืนบ้าง หลังจากที่ต้องทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน บุหรี่ยังเป็นตัวการทำให้ร่างกายทรุดโทรมในทุกๆ ระบบ อย่าซ้ำเติมตัวเองให้อายุสั้นลงในช่วงบอลโลกนี้เลย

7.นั่ง ดูให้สบาย
กว่าเกมจะจบแต่ละคู่ก็กินเวลาเป็นชั่วโมงๆ หาเก้าอี้ที่นั่งสบายๆ สักหน่อย จะได้ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็ง และไม่ควรใช้สายตาจ้องมองนานๆ ช่วงพักครึ่งก็เดินยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย และพักสายตาบ้าง จะช่วยคลายกล้ามเนื้อและถนอมสายตา

นักกายภาพบำบัด ชาวอังกฤษ เตือนว่า ขอให้นั่งดูฟุตบอลบนเก้าอี้ที่มีพนักพิง เพราะกว่า 80% ของชาวอังกฤษมีอาการปวดหลัง ภายหลังการแข่งขันฟุตบอลโลกจบลง เพราะท่านั่งดูฟุตบอลไม่ถูกสุขลักษณะนั่นเอง

8.อย่ากลั้น ปัสสาวะ
จัดการเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวเสียให้เรียบร้อยก่อน ที่เกมการแข่งขันจะเริ่มขึ้น หรือถึงแม้จะปวดขึ้นมาระหว่างเกม ก็อย่ากลั้นปัสสาวะเลยค่ะ ยอมเสียเวลาเข้าห้องน้ำไม่กี่นาที ดีกว่าปล่อยให้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบถามหา ถึงแม้จะยิงเข้าประตูไปตอนนั้นจริงๆ รอดูภาพรีเพลย์ตอนจบเกมก็ยังคุ้มกว่า

9.ไม่เครียดกับเกมการแข่งขัน
ถ้าคุณยอมอดหลับอด นอนเพื่อรอดูบอล ก็แสดงว่า คุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ แต่เพื่อนบ้านของคุณอาจจะไม่ใช่ก็ได้ การตะโกนเชียร์เสียงดังนอกจากจะรบกวนเพื่อนบ้านแล้ว ยังอาจทำให้เจ็บคอ เสียงแหบเสียงแห้ง หรือถึงขั้นเส้นเสียงอักเสบก็เป็นได้

นอกจากนี้ การแสดงอารมณ์ลุ้นไปกับเกมมากจนเกินไป ยังไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคหัวใจอีกด้วย ใครที่รู้ตัวว่าหัวใจไม่แข็งแรง เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง พยายามอย่าลุ้นจนตัวโก่งนะคะ เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้เส้นเลือดในสมองเปราะง่าย มีความเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้ทีเดียว

ฟุตบอลคือลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ หากนักกีฬาในดวงใจเกิดอาการบาดเจ็บ หรือทีมโปรดที่ตามเชียร์ตกรอบตามๆ กันไป ก็อย่าเครียดจนเกินไปนัก เล่นกีฬาต้องรู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย รอเชียร์ใหม่อีก 4 ปีข้างหน้าก็ยังไม่สาย

10.อย่าปล่อยให้ผีพนันเข้าสิง
บอล โลกควรจะเป็นเทศกาลแห่งความสนุกมากกว่าการลุ้นหวังรวยทางลัด หากอยากพนันสนุกๆ กับเพื่อนฝูง แค่เลี้ยงข้าวกันสักมื้อก็น่าจะสนุกสนานแล้ว ดีกว่าหมดตัวเพราะความโลภชั่ววูบ ไฟไหม้บ้านยังเหลือที่ดิน แต่ถ้าผีพนันเข้าสิงจะไม่มีอะไรเหลือติดตัวเลย

สำหรับบางคนที่ติด พนันแบบรุนแรง จัดว่าเป็นโรคเสพติดการพนัน ต้องพึ่งการรักษาจากจิตแพทย์ บุคคลในกลุ่มนี้มักจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าเห็นหรืออยู่ในบรรยากาศของการแข่งขัน ก็จะอดใจไม่ได้ที่จะเล่นพนัน บางครั้งทำไปโดยไม่รู้ตัว จึงต้องป้องกันโดยไม่ให้เห็นหรือไม่ให้อยู่ในบรรยากาศแบบนั้น

หวัง ว่า ทุกคนจะมีสุขภาพดี พร้อมรับเทศกาลบอลโลกซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนตั้งตารอคอย เตรียมพร้อมให้ดีทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้สนุกสนานและร่วมลุ้นไปด้วยกันอย่างมีความ สุขค่ะ

แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/

ปตท.ชะลอปรับ ขึ้นราคานำ้มันเช้าวันนี้

ปตท.ชะลอปรับ ขึ้นราคานำ้มันเช้าวันนี้

แม้ว่าผู้ค้าน้ำมันภาคเอกชนทุกรายประกาศปรับราคาน้ำมัน เพิ่มขึ้นอีก 60 สตางค์ต่อลิตร คาดว่า ปตท. คงต้องปรับราคาขึ้นตามรายอื่นมีผลในวันพฤหัสบดี โดยมีการปรับ ราคาช้ากว่า รายอื่น 1 วัน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีก แม้ว่าผู้ค้าน้ำมันภาคเอกชนทุกรายประกาศปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 60 สตางค์ต่อลิตรในวันนี้(23 มิ.ย.) คาดว่า ปตท. คงต้องปรับราคาขึ้นตามรายอื่นมีผลในวันพฤหัสบดีนี้ เหมือนกับการปรับราคาครั้งล่าสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยมีการปรับราคาช้ากว่า รายอื่น 1 วัน อย่างไรก็ตาม หลังจากชะลอปรับราคามีผลทำให้ ปตท. ขาดทุนค้าน้ำมันหนักขึ้น แต่ก็จะทำให้ลูกค้าหันมาเติมน้ำมัน ปตท.เพิ่มขึ้น.

ข่าวจาก..หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

‘มาร์ค-ปู่จิ้น’เคลียร์ ขนผวจ.ทัวร์นอก

เกี้ยเซี้ยเบรกเฉพาะจังหวัดมีเหตุป่วน โยน”สุเทพ”สำรวจรายจังหวัดมีปัญหา พร้อมดูจังหวัดใดบ้างที่หากผวจ.ไม่อยู่แล้วจะมีปัญหาในการดูแลรักษาความสงบ เรียบร้อยในพื้นที่…..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ปรากฎว่า ก่อนที่การประชุมจะเริ่มขึ้น ทางนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ได้เข้าพบหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่ห้องรับรองนายกฯ อาคารสำนักงานคณะรัฐมนตรี เพื่อทำความเข้าใจเรื่องโครงการนำคณะผวจ.และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดไป ดูงานต่างประเทศ ที่นายกฯมีนโยบายสั่งให้ทบทวนโดยใช้เวลานานกว่า 10 นาที

โดย นายกฯแสดงความเป็นห่วงว่าในพื้นที่จังหวัดที่มีสถานการณ์ร้ายแรงทางการเมือง และความมั่นคง หากผวจ.เดินทางไปดูงานต่างประเทศแล้วจะเกิดปัญหาได้ ขณะที่นายชวรัตน์ ได้ชี้แจงว่า การเดินทางไปดูงานของคณะกระทรวงมหาดไทยจะเป็นประโยชน์ต่อการ บริหารราชการ เพราะเป็นการไปดูงานทั้งด้านการท่องเที่ยวและการเกษตร ซึ่งจะนำมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้

อย่างไรก็ตามในที่สุดนายกฯ จึงได้ขอให้มีการพิจารณาให้เหมาะสม หากจังหวัดใดมีปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงผวจ.ก็ไม่ควรไป ต่างประเทศ แต่ไม่มีการสั่งระงับ โดยมอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงไปดูเป็นรายจังหวัดว่า จะจังหวัดใดบ้างที่หากผวจ.ไม่อยู่แล้วจะมีปัญหาในการดูแลรักษาความสงบเรียบ ร้อยในพื้นที่.

ข่าวจาก..หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

จิตแพทย์แนะ “ก้าวข้าม” ความเห็นต่างการเมือง-ร่วมมือปฏิรูป

จิตแพทย์แนะ “ก้าวข้าม” ความเห็นต่างการเมือง-ร่วมมือปฏิรูป
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

นายกสมาคมจิตแพทย์ ระบุสังคมไทยไม่ได้ขัดแย้งรุนแรงอย่างที่เข้าใจ ความเห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่ปัญหาถ้าไม่ใช้ความรุนแรง แนะแสวงหาจุดร่วมหันหน้าหากันผลักดันปฏิรูปประเทศแก้ปัญหาระยะยาว

น.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในรายการ “ฝ่าวิกฤติประเทศไทย” ทางทีวีไทย ว่า ขณะนี้ไม่อยากให้นึกว่าคนส่วนใหญ่แยกข้างกัน เพราะการที่มีความเห็นแตกต่างกันนั้นไม่ใช่ปัญหา อย่าไปคิดว่าไม่มีทางออก น.พ.ยงยุทธกล่าวว่าจากข้อมูลที่มีอยู่มีเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่มีความรู้สึกหรือมีอารมณ์รุนแรงทางการเมือง ที่เหลือที่เป็นคนส่วนใหญ่ที่อาจจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ หรือสีแดงอ่อนๆ เขายังสามารถรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ โดยไม่ต้องมีอารมณ์รุนแรง

คนส่วนใหญ่ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์(EQ)ต้องช่วยกัน ต้องช่วยกันดึงเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง ไม่ให้มีอารมณ์ที่รุนแรง เท่าที่สำรวจดูมีครอบครัวเพียง 2-3% ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองแล้วพูดคุยกันไม่ได้ มากกว่า 20%ถึงแม้มีความเห็นแตกต่างแต่ก็พูดคุยกันได้ และที่เหลือไม่มีปัญหาความขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่ามาก ดังนั้นสังคมไทยไม่ได้มีความขัดแย้งรุนแรงอย่างที่เข้าใจ

การแก้ปัญหาสำหรับคนที่ยังมีความคิดที่รุนแรงอยู่ ในแง่บุคคลที่เป็นเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ก็ต้องรับฟังเขา แสดงความห่วงใย และพยายามอย่าให้เขามีอารมณ์ที่รุนแรงหรือใช้ความรุนแรง ในแง่ของสังคมที่มีปัจจัยพื้นฐาน มีการซ้ำเติม มีการกระตุ้น ก็ต้องร่วมกันผลักดันการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จก็จะช่วยลดความขัดแย้งได้ใน ระยะยาว สังคมต้องยอมรับว่าความแตกต่างทางความคิดนั้นมีอยู่จริง แต่อย่าไปมองว่ามันเป็นปัญหาถ้าไม่ได้ใช้ความรุนแรง สังคมควรจะยอมรับและก้าวข้ามความต่างนี้ และร่วมกันเดินหน้าหาจุดร่วมกันในพัฒนาไปสู่อนาคตจะดีกว่า

นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่าการที่มีการจัดการความจริงโดยคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีอ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ตนเห็นด้วยที่จะต้องมีองค์กรอิสระจากรัฐ ที่มีความเป็นมืออาชีพเข้ามาดำเนินการ เพราะจะทำให้ทุกฝ่ายมีพื้นที่ในการอธิบายความจริง ได้อย่างมีเหตุมีผลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดทอนความเกลียดชังในอนาคต

นายไพโรจน์กล่าวว่าตามกระบวนการค้นหาความจริงคณะกรรมการชุดอาจารย์ คณิตจะเป็นหลัก และคงมีหน่วยงานอื่นๆอีกหลายฝ่ายเข้าร่วมตรวจสอบ ถึงแม้ขณะนี้ยังมีเสียงคัดค้านหรือไม่ยอมรับคณะกรรมการชุดนี้ ก็คงต้องให้รอดูกระบวนการทำงานว่าถ้ามีการเปิดกว้างต่อทุกๆฝ่าย ก็จะช่วยลดความคลางแคลงใจลงไปได้

นายไพโรจน์ กล่าวว่าขณะนี้ยังมีผู้ถูกจับกุมคุมขังอยู่หลายคน ภายใต้การใช้พรก.ฉุกเฉิน ตนเห็นว่าควรจะยกเลิกได้แล้ว และควรจะมีการใช้กระบวนการยุติธรรมตามปกติ เพราะการใช้อำนาจในการจัดการกับความขัดแย้ง จะทำให้อีกฝ่ายมีความรู้สึกถูกไล่ล่า ต้องลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และคืนภาวะปกติให้สังคม ซึ่งขณะนี้สังคมมีจุดที่เห็นพ้องร่วมกันคือมีความไม่เป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำกัน ควรจะใช้โอกาสนี้ในการแก้ไขปัญหาโดยปฏิรูปโครงสร้างต่างๆที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ซึ่งการปฏิรูปจะช่วยให้ลดการเผชิญหน้าลดความขัดแย้งในระยะยาว
อย่างไรก็ตามมีหลายเรื่องที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันทีเพื่อช่วย ลดความไม่เท่าเทียมกันลดความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น เช่น การปฏิรูปที่ดิน, การแก้ไขการเก็บภาษีที่ดิน, แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร

ท่อน้ำแดง “แม้ว”…ใครเอาเงินไปทำอะไรบ้าง?

ท่อน้ำแดง “แม้ว”…ใครเอาเงินไปทำอะไรบ้าง?
โดย ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย .

การเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการเอาชนะทางการเมืองนั้น หากไม่มีเงินใช้ขับเคลื่อน..ย่อมไร้พลังหรือไร้ทั้ง “ขนมจีน” และ “น้ำยา” ครับ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ออกคำสั่งของ ศอฉ.ที่ 78/2553 ลงนาม ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553

ในคำสั่งนั้น..ระบุ “…ให้บุคคลมารายงานตัว เพื่อให้ถ้อยคำเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่า อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุน การกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคล กระทำการหรือมิให้กระทำการเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความ มั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน…”

รายชื่อที่ ศอฉ.สั่งห้ามทำธุรกรรมทางการเงินบริษัทห้างร้านของนักการเมือง รวมทั้งเงินในบัญชีส่วนตัวของนักการเมือง อีกทั้งเงินของนักธุรกิจใหญ่น้อยที่เกี่ยวพันกับนักการเมือง ที่สำคัญยังมีข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจบางคน เข้าไปพัวพันกับเงินของกลุ่มผู้ก่อการร้ายอีกด้วย

เรื่องนี้..อื้อฉาว..ฮือฮา..ในวงการเมืองเลยหล่ะ เพราะบริษัทและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินไม่โปร่งใสครั้งนี้ มีถึง 83 รายด้วยกัน จึงเป็นเรื่องชวนเจาะลึกลงไปว่า

การชุมนุมก่อการร้ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 นั้น เนื้อแท้เป็นการมุ่งล้มล้างรัฐบาลอภิสิทธิ์ ด้วยการลุกขึ้นสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยใช้การเรียกร้องประชาธิปไตยและอ้างความเป็นธรรมบังหน้า

“เหลี่ยม” นั้นทุ่มเงินไม่อั้นให้กองทัพคนเสื้อแดง เพื่อชุมนุมทางการเมืองที่อ้างสันติ อหิงสา ให้เกิดขึ้นเป็นระลอกๆ ตามหัวเมืองใหญ่น้อย ก่อนจะยกพลคนเสื้อแดงมาปักหลักสู้ยืดเยื้อบนถนนราชดำเนินและสี่แยกราช ประสงค์

เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ทหารที่มีเพียงกระบองและโล่ เปิดฉากขอพื้นที่ราชดำเนินคืนจากคนเสื้อแดง ก็โดนกองกำลังติดอาวุธสงครามของคนเสื้อแดง ยิงใส่ด้วยอาวุธสงครามนานาชนิดทันที ครั้งนั้น..ทหารหาญของชาติต้องบาดเจ็บล้มตายหลายร้อย ในขณะที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็พลอยต้องมาสังเวยชีวิตอีกหลายรายเช่นกัน

ห้วงนั้น..บ้านเมืองต้องเผชิญกับการก่อการร้ายสารพัดรูปแบบ เพราะทหารได้ออกปฏิบัติการกระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่สี่แยกราชกระสงค์ บรรดาพวกผู้ก่อการร้ายก็ใช้ยุทธวิธีสงครามกลางเมือง ขว้างทั้งระเบิด-ยิงถล่มด้วยปืนพก ปืนเอ็ม 16 ปืนอาร์ก้า ปืนเอ็ม 79 ปืนยิงรถถัง “RPG”

นั่นยังไม่รวมถึงการวางระเบิดแสวงเครื่องไว้ในรถอีกหลายลูก ซึ่งโชคดีที่ยังไม่ทันระเบิด..เพราะเจ้าหน้าที่กู้ไว้ได้อย่างหวุดหวิดก่อน นั่นเอง

เมื่อพิชิตศึกคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์สำเร็จ ศอฉ.และรัฐบาลก็ตามอายัดธุรกรรมทางการเงินกับผู้กระทำความผิดและผู้ต้อง สงสัยทันที

หากดูตามรายชื่อจะพบว่า..บริษัทที่ถูกสงสัยเป็น “ท่อน้ำแดง” นั้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในเครือญาติและพวกพ้องของ “เหลี่ยม” แทบทั้งนั้น รวมทั้งเงินก้อนมหึมาที่เบิกจ่ายกันเป็นพันเป็นหมื่นๆ ล้าน ต้นธารก็มาจากบริษัทและคนเหล่านี้แหละ

บริษัทชื่อย่อ “เอสซี” อันเป็นเครือข่ายของ “ทักษิณ-พจมาน” มีถึง 4 บริษัท นั่นคือ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี ออฟฟิซ ปาร์ค จำกัด บริษัท เอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด บริษัท เอสซี เค เอสเทต จำกัด

บริษัทที่เกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสของ “ทักษิณ-พจมาน” ทั้งในเรื่องซุกหุ้นหรือการซื้อขายหุ้นแบบมีปัญหาอย่าง บริษัท ประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ก็โดนอายัดด้วย

ส่วนชื่อย่อ “บุษบา-บรรณพจน์ ดามาพงศ์” อย่าง บริษัท บี.บี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัท บี.บี.ดี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ก็มีเงินหมุนเวียนทั้งเข้าออกหลายพันล้านเช่นกัน

บริษัทเครือญาติทักษิณ-พจมาน-โอ๊ค-เอม-อุ้งอิ้ง โดนอายัดธุรกรรมทางการเงินหลายแห่ง โดยเบื้องต้น..บริษัทพวกพ้องทักษิณ ที่โดนอายัดทางการเงินทั้งสิ้นมีถึง 14 บริษัท

ซึ่งในทางเป็นจริง..ยังมีบริษัทพรรคพวกทักษิณอีกหลายแห่ง ที่ ศอฉ.ยังมิได้เข้าไปรื้อค้นธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งหากเข้าไปส่องกล้องโฟกัสลึกลงสักหน่อย ก็อาจเจออะไรที่ไม่ชอบมาพากลเพิ่มอีกไม่น้อย..

แต่ที่เหลือเชื่อ คือ บุคคลที่เดินเข้าออกม็อบราชประสงค์อย่าง “ซาลาเปาแดง-ชายกระโปรง” หรือคนใกล้ชิด “หญิงเพิงหมาแหงน” ที่เป็นหมอสองคน อดีตเอ็นจีโออ้วนถ้วน อดีตผู้นำนักศึกษาผู้เกรียงไกรที่ใกล้ชิดทักษิณ กลับไม่ปรากฏรายชื่อในบัญชีศอฉ.

กลุ่มนักการเมืองที่มีเงินเข้า-ออกมากผิดปกตินั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ที่มีบทบาทในการขนคนมาร่วมชุมนุม อีกทั้งบางพื้นที่ยังเป็นจุดขนสิ่งของสำหรับก่อการร้ายมาให้ นปช.อีกด้วย พื้นที่ขนคนเข้ามาชุมนุมแบบหมุนเวียนและระบุจำนวนคนได้นั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในบางเขตของกรุงเทพฯ..เช่น..คลองเตย ห้วยขวาง พระประแดง อ้อมน้อย-อ้อมใหญ่

ทางด้านชานเมืองนั้น..ก็แถบสมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี และภาคกลางบางจังหวัด เช่น อยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท ทางด้านภาคอีสานนั้น..จังหวัดที่เป็นกองกำลังสำคัญของคนเสื้อแดงก็อย่าง ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ก็มีเงินทองเข้าออกมากจนผิดปกติ
ยิ่งตำรวจมะเขือเทศในบางจังหวัดของอีสาน “เอาหูไปนา-เอาตาไปไร่” ไม่ทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างซื่อสัตย์ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจึงเหิมเกริม ถึงขนาดบุกเผาศาลากลางจังหวัดและสถานที่ราชการกันเลยทีเดียว

ส่วนทางภาคเหนือนั้น..เชียงราย ลำพูน ลำปาง มีการขนคนมาไม่น้อย แต่เมืองหลวงคนเสื้อแดงอย่างเชียงใหม่กลับเงียบเหงา เพราะตำรวจในจังหวัดเชียงใหม่เอาจริงเอาจังกับแกนนำ นปช.ที่ทำผิดกฎหมาย ด้วยการออกหมายจับแกนนำ นปช.บางคน รวมทั้งปิดสถานีวิทยุชุมชนของคนเสื้อแดงอีกด้วย ทำให้การเคลื่อนไหวใหญ่ นปช.เชียงใหม่หงอยและฝ่อไปอย่างเหลือเชื่อ

อย่างไรก็ตาม..การที่เงินไหลเข้าบัญชี ส.ส.บางคน หรือแกนนำคนเสื้อแดงบางคนน้อยผิดปกตินั้น มิได้หมายความว่า..ส.ส.และแกนนำคนเสื้อแดงเหล่านั้น จะได้เงินมาเคลื่อนไหวทางการเมืองน้อย เพราะพวกเขี้ยวลากดินเหล่านี้รู้ดีว่า การรับเงินหรือสั่งจ่ายเงินด้วยเช็คหรือโอนเงินเข้าบัญชี เพื่อทำงานลับทางการเมืองนั้น จะเป็นร่องรอยและหลักฐานให้นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลตามจับได้

พวกนักการเมืองขี้ฉ้อจะรับเช็ค-จ่ายเช็ค-รับเงินโอนเงินเข้า-ออก บัญชีธนาคาร ก็ต่อเมื่อ..สามารถอธิบายธุรกรรมทางการเงินได้เท่านั้น แต่..นักการเมืองขี้โกงส่วนใหญ่ ชอบที่จะรับเงินสดๆ เป็นค่าจ้างทำงานการเมือง และชื่นชอบที่จะเก็บเงินสดไว้ในที่ลับๆของบ้าน ถึงขนาดนักการเมืองใหญ่ที่มีบ้านใหญ่โตอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาคนหนึ่ง ได้สร้างห้องใต้ดินไว้เก็บเงินสดกันเลยนะครับ

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีส.ส.หญิงที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งยังเป็นคนสนิทของอดีตนายกฯ หน้าเหลี่ยม ได้เก็บซ่อนเงินสดกว่า 5 ร้อยล้านบาทไว้ตามที่ต่างๆ รวมทั้งในฝาผนังบ้าน..แต่ทหารก็บุกเข้าไปตรวจค้น..จนพบ..

บทบาทของนักการเมืองเพื่อไทยกลุ่มหนึ่งนี้ จะรับเงินมาขนคนเข้าร่วมชุมนุมเป็นหลัก แต่ก็มี ส.ส.บางคนประกาศตนเป็นฮาร์ดคอร์คนเสื้อแดง ถึงขนาดขึ้นเวทีปลุกปั่นด้วยคำโกหก ทำให้ผู้คนแข็งข้อกับอำนาจรัฐ รวมทั้งนำฝูงชนที่บ้าคลั่งสู้กับตำรวจ-ทหาร อดีต ส.ส.บางคนถึงขนาดนำคนเสื้อแดงออกไล่ล่าชีวิตนายกฯ อภิสิทธิ์กันเลยครับ

ท่อน้ำแดงหรือเงินจำนวนมหึมา ที่ไหลเข้าบัญชีทหารใหญ่บางคน ทั้งที่เกษียณแล้วและยังไม่เกษียณนั้น..น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะอดีตนายทหารบางคนมีเงินเข้า-ออกบัญชีมากจนผิดปกติ ชนิดเงินเดือนทหารทั้งชีวิตที่รับราชการ ก็ไม่มีวันจะเก็บหอมรอมริบได้เงินมากขนาดนี้

แน่นอน..ทหารทั้งเกษียณและยังไม่เกษียณ ไม่มีปัญญาขนมวลชนมาร่วมชุมนุมกับ นปช.ได้ เงินที่ให้กับทหารใหญ่ส่วนนี้..เป็นไปได้ไหมล่ะว่า อาจเป็นเงินใช้สำหรับปฏิบัติการในกองกำลังติดอาวุธ ส่วนการซื้ออาวุธนั้น..มีทั้งนายใหญ่ซื้อให้ และทหารบางคนไปว่าจ้างร้านกลึงในเมืองไทย ให้ช่วยผลิตชิ้นส่วนอาวุธบางชิ้นให้ไงล่ะครับ

งานก่อการร้ายของม็อบเสื้อแดงครั้งนี้ เนื่องจากเงินสะพัดแบบไม่อั้น ทำให้ทหารนอกแถวจำนวนหนึ่ง ทั้งบก-เรือ-อากาศ-ตำรวจต่างเสนอหน้าออกมาร่วมปฏิบัติการกันอย่างคึกคัก เชียว

ส่วนนักธุรกิจหัวใจสีแดงที่กล้าบ้าบิ่นมีหลายคน แต่คนชื่อ “สงคราม” เจ้าของตึกใหญ่แถวลาดพร้าวและสำโรงนั้น ทุ่มสุดตัวสุดใจให้กับ “เหลี่ยม” ถึงขนาดยกตึกให้เป็นที่ตั้งสถานีผ่านดาวเทียมของคนเสื้อแดงเลย

ในอดีต..เงินทองของนักธุรกิจคนนี้ติดๆ ขัดๆ จนตึกลาดพร้าวบางส่วนสร้างไม่เสร็จ เมื่อคบกับ “เหลี่ยม” ท่อการเงินก็ไหลลื่น ส่วนจะลื่นไหลไปถึงคนเสื้อแดงมาก-น้อยแค่ไหน เป็นเรื่องที่ ศอฉ.ต้องส่องกล้องมองลึกลงไปเองครับ

แต่ที่แน่ๆ..ตึกของนักธุรกิจคนนี้ทั้งสองแห่ง เป็นฐานใหญ่สำหรับขนคนปากน้ำมาร่วมชุมนุมกับชาวเสื้อแดงเป็นประจำ แถมยังมีข้าวของบางอย่างที่ “กองกำลังพิเศษ” นิยมนำไปใช้อีกด้วย

83 รายชื่อที่ถูกห้ามทำธุรกิจทางการเงินนั้น ยังขาดไปอีกมากมายหลายคน-หลายกลุ่ม-หลายพวก-หลายบริษัท หากมีการเพิ่มรายชื่อครั้งใหม่..ศอฉ.น่าจะทำงานได้ดีกว่านี้นะครับ

ปราบมาเฟียและผู้ก่อการร้าย “ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม” ด้วยการทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินถึงที่มา-ที่ไป ลึกลงไปทั้งในเรื่องรายได้และการเสียภาษี เฮ้อ..นักการเมือง-นักธุรกิจ-บริษัทชั่วช้าสารเลวทั้งหลาย..คงต้องร้อง เพลง..ไอ้หวังตายแน่..

แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์และศอฉ.ต้องทำจริงนะ อย่าแอบไปตบทรัพย์-ซูเอี๋ย-หรือทำเป็น “มวยล้มต้มคนดู” ก็แล้วกัน..ชัยชนะ..อยู่แค่เอื้อมแล้ว..!

ข่าวจาก..ผู้จัดการออนไลน์

ความสุขที่หายไป..หาเจอหรือยัง

หากรู้จักมองชีวิตให้ครบทุกด้าน กาล เวลาที่เราสมมุติว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบัน ย่อมเป็นครูสอนชีวิตให้มีคุณค่าและสามารถฟ้องอนาคตข้างหน้าว่า จะเป็นเช่นไรได้ด้วยภาวะที่ลงตัว

คน เรามักมีภาพของความรู้สึกดีๆ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของตัวเองเสมอ อาจเป็นความรู้สึกพึงใจที่เล็กๆ กระทั่งเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่เคยสัมผัส แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด แต่ความทรงจำนั้นก็ไม่มีวันเลือนหายไปจากใจซึ่งถูกเก็บไว้ในอดีตของวันวาน

ทว่า อดีตก็เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือร้ายเพียง ใด ก็ชื่อว่าเป็นประสบการณ์ที่ชีวิตได้ล่วงเลยผ่านมา แต่คนเรากลับชอบที่จะรื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้นเสมอ จึงเกิดภาพซ้อนที่ทำให้ติดอยู่ในความทรงจำทั้งเรื่องที่ดีและร้ายคละเคล้ากันเรื่อยมา

บ้าง ก็คิดถึงสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดี บ้างก็จมอยู่กับความหมองเศร้าที่ไม่รู้ว่าจะให้สลายไปจากใจได้อย่างไร อดีตจึงมีอิทธิพลสำหรับคนที่รู้เท่าไม่ทัน ทำให้เจ้าของชีวิตต้องจมอยู่กับความรู้สึกนั้น

แต่ ปราชญ์ทั้งหลายกลับเชิญชวนให้คนเราหันกลับมาทำความเข้าชีวิตในปัจจุบันเป็น หลัก เพื่อให้มีเวลาทำความรู้จักกับความจริงที่มี และเข้าใจภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน โดยไม่ยึดติดกับภาพเดิมๆที่มีอยู่อีกต่อไป เพราะอดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ส่วนอนาคตก็เป็นภาวะที่ไปยังไม่ถึง ทุกความคิดและการกระทำจึงควรยุติอยู่ที่ปัจจุบันเป็นสำคัญ

แต่ ใช่ว่าความทรงจำที่ผ่านมาจะเลวร้ายเสียทีเดียว เพราะถ้ารู้จักใช้อดีตที่ผ่านมาเป็นครูสอนชีวิตให้ฉลาดขึ้น อดีตนั้นก็สามารถก่อเป็นความงามได้เช่นกัน เพราะเมื่อไม่สามารถลบล้างอดีตได้ เราก็ควรเรียนรู้ชีวิตผ่านอดีตนั้น โดยใช้เป็นอุปกรณ์ในการสอนปัจจุบันที่ประสบอยู่แต่ละขณะให้ดีขึ้น เป็นการใช้ปัจจุบันเป็นตัวการแก้ไขข้อบกพร่องในวันวานที่ผ่านมา เพื่อให้ความทรงจำเหล่านั้นมีชีวิตจริงขึ้นมาได้

ถ้า อดีตที่ผ่านมาเป็นความทรงจำที่เลวร้าย อาจจะเกิดจากความคิดและการกระทำที่ไม่เป็นดังใจหวัง เราก็ใช้ปัจจุบันที่มีแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้เป็นความถูกต้อง

หาก เป็นอดีตที่ดีงามในความทรงจำ ทุกอย่างที่ผ่านมาช่างก่อ ให้เกิดคุณค่าต่อชีวีที่มีอยู่ ก็ให้เอาอดีตเหล่านั้นมาสอนปัจจุบันให้รู้จักต่อยอดสิ่งที่ดีนั้นไว้ มิใช่ทิ้งขว้างให้จากไปโดยไม่รู้จักใส่ใจ

เพราะ หลายครั้งจะเห็นได้ว่าคนเราเวลาทำอะไรในปัจจุบันที่ขาดหลัก และหลงลืมอดีตที่ดีงามของตน สุดท้ายเส้นทางสายใหม่ที่คิดว่าจะไฉไลกว่าเดิม ก็เต็มไปด้วยขวากหนามที่คอยทิ่มแทงให้เจ็บตัวอยู่เรื่อยมา

” ความสุขที่หายไปในชีวิตเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา

เราตามเก็บรายละเอียดเหล่านั้นคืนได้หรือยังในปัจจุบัน ?…”

ดัง นั้น เมื่อปรารถนาให้ความสุขกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เราจึงต้องเรียนรู้การตามเก็บความสุขด้วยความเข้าใจ ใส่ใจในรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะมองความสุขให้รอบด้านด้วยปัญญาที่มาจากความเข้าใจ

เพราะ หากรู้จักมองชีวิตให้ครบทุกด้าน กาลเวลาที่เราสมมุติว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบันย่อมเป็นครูสอนชีวิตให้มีคุณค่า และฟ้องอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไรได้ด้วยภาวะที่ลงตัว

อดีตที่เลวร้ายหากไม่ได้รับการแก้ไข ย่อมฟ้องปัจจุบันว่าจะประสบกับความหมองเศร้าทวีคูณ
ปัจจุบันที่ไร้ค่า ย่อมฟ้องความไร้ค่าในอนาคตเช่นกัน
อดีตที่สวยงามย่อมต่อยอดเป็นความดีได้ในปัจจุบัน
ปัจจุบันที่เปี่ยมด้วยคุณค่าแห่งชีวี ย่อมเป็นอาภรณ์ฟ้องอนาคตที่จะพึงมีให้งดงามตลอดไป

ด้วยเหตุนี้แม้กาลเวลาจะดำรงอยู่บนความไม่แน่นอนของชีวิตเพียงใด แต่เราก็สามารถที่จะเลือกได้ว่า …

จะให้ชีวิตที่ผ่านมาเป็นครูสอนอะไร ?
จะทำปัจจุบันที่มีอยู่ส่งต่อไปสู่อนาคตอย่างไร ?
ความสุขที่หายไปจึงจะกลับคืนมาสู่ชีวิตของเราด้วยความลงตัว…*

“You can’t change the past but you can change the future into a better past!!!”

“คุณไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนอดีตได้ แต่สิ่งที่คุณสามารถเปลี่ยนได้คืออนาคตเพื่อที่จะเป็นอดีตที่ดีกว่า”