อ่อนแอ “ความรัก”

หากว่าการจากลาของใครบางคน … ทำให้คุณอ่อนแอนั้น
โปรดเข้าใจใหม่เสียว่า … คุณอ่อนแอตั้งแต่ตอนที่ยังมีเขาอยู่เคียงข้างกายคุณแล้ว
แค่วันนี้คุณไม่มีใครให้พักพิง … เหมือนเช่นวันที่มีเขา…ในเมื่อเขาทิ้งคุณไปแล้ว …

ไม่แปลกหากน้ำตาจะไหลริน
แต่อยากให้คุณ ได้คิดสักนิด …
ในเมื่อเขาคิดจะทิ้งคุณไปแล้ว …
คุณจะมานั่งร้องไห้ เสียใจให้กับเขา
และความรักอันแหลกสลายนี้ทำไม ?
นอกจากน้ำตาที่มันจะกัดเซาะ บาดแผลในใจของคุณให้ลุกลามแล้ว
มันยังเป็นน้ำกรด ราดรดลงไปในใจคนรอบข้างที่รักคุณอีกด้วย
ไม่ใช่เพียงคุณคนเดียวที่เสียใจและเจ็บปวด
ยังมีอีกหลายๆ คนที่เจ็บปวดไปพร้อมๆ กับคุณ

… ลืมตาขึ้นสิ …
คุณจะมองเห็น ” คนที่รักคุณ” ที่ยืนเฝ้ามองคุณอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วงใย
นอกห้องออกไป นอกห้องที่คุณขังตัวเองไว้เนิ่นนาน
เขาพร้อมจะซับน้ำตาให้คุณทันที ที่คุณเอ่ยปาก
คนที่ยอมรับการตัดสินใจของคุณอย่างเจ็บปวด
คนที่ใช้สองมือรองรับน้ำตาอย่างอาทร
และพร้อมใช้ไหล่กว้างซับผ่าน … ให้ไหลลึกลงไปสู่หัวใจ
แต่ “คนที่คุณรักคือคนที่ทำร้ายคุณ” เขากำลังปล่อยมือช้า ๆ
และพร้อมที่จะก้าวห่างจากคุณทุกเมื่อ…

คนที่กำลังก้าวข้ามน้ำตาคุณไป อย่างรังเกียจ
คนที่เห็นน้ำตาคุณ เป็นเพียงหยาดน้ำ
คนที่ไม่รับรู้และไม่รู้สึกอะไรกับเสียงสะอื้นที่คุณร้ำไห้
แล้วทำไม? … คุณจะต้องเจ็บปวดและเสียใจเพื่อเขา
ในขณะที่ยังมีคนที่รักคุณ … จับมือคุณอย่างอ่อนโยน
เข้าใจและเจ็บปวดอยู่ข้าง ๆ คุณ

แล้วทำไมคุณ … ไม่มองเขา..หรือมองแล้ว ทำไมยังไม่เห็นอีก
เมื่อเป็นแบบนี้คุณก็คงต้องเลือกแล้วล่ะ …
ระหว่าง หัวใจคุณที่ยังมีอยู่ กับ หัวใจที่ไม่มีคุณอยู่เลย…

คปร.เชื่อเลิกพรก.ฉุกเฉินการเมืองดีขึ้น

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ชุดอานันท์ ปันยารชุน เสนอ ระบบยุติธรรมทางเลือก สร้างความเป็นธรรมสังคม จี้ รัฐเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เชื่อทำการเมืองดีขึ้น…

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 29 ก.ค. 2553 ที่บ้านพิษณุโลก นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด เลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน กล่าวหลังการประชุมว่า มีข้อสรุปเบื้องต้นถึงประเด็นปัญหาสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและ สร้างความเป็นธรรมในสังคม จำนวน 15 ประเด็น เช่น ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาหนี้สิน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การศึกษา สาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม และการจัดสรรงบประมาณ โดยจะพิจารณาอีกครั้งว่า ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นหรือไม่ หรือจะมีประเด็นอะไรเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการนำระบบยุติธรรมทางเลือกมาใช้เพื่อสร้าง ความเป็นธรรมให้แก่สังคม เพื่อให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยขึ้นมาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ไม่ให้มีการฟ้องร้องคดีต่อศาล ในรูปแบบเดียวกับร่าง พ.ร.บ..คุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการของกระบวนการดังกล่าว เพราะเป็นระบบที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับกระบวนการยุติธรรมและสิ่งแวดล้อม

นาย เดชรัชต์ ล่าวว่า ส่วนกรณีที่คณะกรรมการปฏิรูปเสนอให้รัฐบาลยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้นำความเห็นของฝ่ายสนันสนุนให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินและข้อกังวล ของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก พ.ร.ก.มาหารือ และ มีความเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับเรื่องนี้ไปพิจารณาแล้ว สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป คือ เสนอให้รัฐยกเลิกพ.ร.ก.โดยเร็ว เพราะเชื่อว่าหากมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะทำให้การแก้ไขปัญหาทางการเมือง หลายอย่างจะดีขึ้น

ส่องกล้องมองคำว่า”ทุกข์”

“ความทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน”

“ยังไม่สนใจธรรมะ เพราะชีวิตยังไม่มีทุกข์”

คน จำนวนมากคิดเช่นนี้ เพราะคำว่า “ทุกข์” นั้นฟังดูเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสในชีวิต ทั้งที่ความจริงแล้ว ความหมายของคำนี้ในธรรมะของพุทธศาสนามีความละเอียดอ่อนยิ่งนัก หากศึกษาจริงๆ แล้วจะรู้สึกทึ่งและอัศจรรย์ใจในอัจฉริยภาพของตัวผู้ค้นพบยิ่งนัก

จะรู้สึกอย่างไรหากบอกว่าในทุกๆ จังหวะและท่วงทำนองของการดำเนินชีวิตมีทุกข์แฝงอยู่ทุกขณะ

ไม่รู้จัก-อย่ารีบบอกว่าไม่มี

อย่า เพิ่งเถียงถ้ายังไม่ได้คำอธิบายในเรื่องนี้ของ ดร.ระวี ภาวิไล ที่ส่องกล้องมองดูคำว่าทุกข์ได้ละเอียดไม่แพ้การส่องกล้องดูดาวบนท้องฟ้าเลย

“คำว่าปัญหากับความทุกข์ในทางพระพุทธศาสนาใช้แทนกันได้ คำว่าปัญหาเป็นคำสมัยใหม่ เราจะพิจารณาได้ว่าสิ่งที่เราเรียกว่าปัญหานี้คือ ความทุกข์นั่นเอง แต่เวลาพูดความทุกข์จะดูเหมือนหนัก พูดคำว่าปัญหาเป็นเรื่องทันสมัย แล้วเราจะพบว่าสิ่งที่เราต้องแก้ก็คือ ความไม่สะดวกสบายที่ทนได้ยากนั่นเอง

“ตามที่บอกว่าชีวิตเป็นความ ทุกข์เป็นปัญหานั้น ไม่ใช่ว่าการกล่าวเช่นนั้นเป็นการมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการกล่าวถึงสภาวะที่เป็นจริงในชีวิตของเรา”

ไม่เชื่อลองฟังต่อไปได้

“นับ ตั้งแต่เรารู้สึกตัวลืมตาขึ้นวันหนึ่งๆ จะพบปัญหาที่ต้องแก้ถัดกันไป แก้ปัญหานั้นปัญหาใหม่ก็เข้ามาเรื่อย ถ้าจะสังเกตตั้งแต่เช้า ปัญหาทำอย่างไรเราจะมาถึงที่ทำงานได้โดยเรียบร้อย แม้เมื่อถึงที่ทำงานเราจะพบปัญหารออยู่บนโต๊ะ จะต้องแก้อันนั้นอันนี้เรื่อยไป ชีวิตก็จะเป็นอย่างนี้

“ปัญหาหรือ ความทุกข์ทางกายนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่งที่น่าจะสังเกตได้ก็คือว่า ส่วนใจมันพลอยไปกับกายมากน้อยแค่ไหน ทั้งที่ส่วนใจก็มีความทุกข์ทางใจอยู่แล้ว คือความเศร้าโศก ความคับแค้นใจ ซึ่งส่วนของจิตใจนี้อาจจะเกิดขึ้นเพราะความทุกข์ทางกายทำให้เกิด หรืออาจเกิดแม้ความทุกข์ทางกายไม่มีก็ได้

“นับเป็นเรื่องที่มีความ ซับซ้อนในสาเหตุ และสาเหตุเหล่านี้ทางพฤติกรรมสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร แล้วก็รู้หนทางที่จะบรรเทามันลงไป”

ในบรรดาความทุกข์ที่แบ่งออกเป็นทางกายและทางใจนั้น อ.ระวีบอกว่า

“ความ ทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น แล้วเราจะพบว่ามนุษย์ได้สร้างกลไกขึ้นทั้งในตัวเองและสังคม ทำให้เกิดความกดดันและความทุกข์ทางใจขึ้น โดยคนส่วนใหญ่อาจจะมองข้ามไป หรืออาจจะมองไม่เห็น มันก็กลายเป็นปัญหาหรือเป็นทุกข์ ความทุกข์ทางใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่การอบรมและการฝึกฝนใจสามารถทำให้มันระงับ ไปได้”

ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น-เป็นประเด็นที่ควรให้ ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นวันหนึ่งๆ คนเราทุกข์ทางใจไปโดยสิ้นเปลืองไม่ใช่น้อย

บอกแค่นี้คงไม่ทำให้คิ้วที่ขมวดอยู่คลายออกไปได้ ต้องรับรู้การแจกแจงปฏิบัติการของสิ่งที่เรียกว่าทุกข์เสียก่อน

ทุกข์กาย-ทุกข์ใจแน่

กายไม่ทุกข์-ใจทุกข์ไปล่วงหน้า

“ตัวอย่าง ความพัวพันระหว่างทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจที่อาจจะได้พบกันในชีวิตประจำวัน สมมุติว่าเราเป็นเด็กไม่สบายแล้วไปหาหมอ หมอบอกว่าเราเป็นไข้หวัด ต้องฉีดยา ถ้าเด็กคนนั้นเคยฉีดยามาหนหนึ่งแล้ว พอบอกต้องฉีดยาอีกมันเกิดทุกข์ขึ้นมาทันที ความทุกข์ที่ได้รับฟังว่าต้องเอาเข็มมาแทงลงไปในเนื้อ ในขณะนั้นทุกข์ทางกายยังไม่ได้เกิด แต่ทุกข์ทางใจเกิดขึ้นแล้ว อาจจะเริ่มมีอาการเป็นทุกข์ เริ่มน้ำตาคลอ พอหมอเอาเข็มฉีดยาดูดยาออกมาจากหลอดก็เริ่มจะมีความทุกข์ทางกายบ้าง แต่ไม่เจ็บ น้ำตาไหลได้

“เราเป็นผู้ใหญ่รู้สึกแต่คงไม่ถึงกับน้ำตา ไหล เห็นหมอทำอย่างนั้นเราก็เริ่มรู้สึก หมอเอาเข็มฉีดยามาบีบยาให้ยามันไล่ แล้วก็เอามาจรดลง แล้วลองนึกทบทวนดูว่าเรารู้สึกอย่างไร จะรู้สึกไม่สบายใจ หมอเริ่มกดเข็ม บางครั้งเราก็มอง บางครั้งเราก็ไม่อยากมอง ลองมองดูและลองพิจารณาดูตอนที่เข็มมันจรด ความทุกข์ทางกายยังไม่เกิดขึ้น แต่เรามีความไม่สบายใจ พอหมอกดเข็มเข้าไปในเนื้อเรา นึกว่าเราเจ็บ แต่ที่จริงถ้าเราเพ่งใจลงไปในขณะเข็มกดลงไปในเนื้อ จะพบว่ามันยังไม่เจ็บ ความทุกข์ทางกายยังไม่มี แต่เมื่อเข็มมันลงไปลึกพอประมาณแล้ว และเมื่อหมอเริ่มกดยาเข้าไป ความเจ็บมันจะมี

“ถ้ามีสติอยู่กับ ปัจจุบัน เจ็บที่แล้วไปอย่าไปนึกถึงมันอีก เจ็บที่กำลังเจ็บดูมัน เจ็บที่ยังไม่มา อย่าเพิ่งไปเจ็บก่อน เราจะพบว่าความเจ็บได้เป็นทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราจะต้องแบกไว้ แต่ความเจ็บนั้นมันเป็นชั่วขณะๆ พอหมอถอนเข็มออกแล้วขยี้ตอนนั้นเราจะเจ็บมากชั่วขณะ แล้วก็จะชา แต่ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นจะรู้สึกว่าความเจ็บจริงๆ กับความที่ใจเราเป็นทุกข์มันปนเปกันไปหมด ไม่รู้ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางกาย ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางใจ

“ถ้าเป็นเด็ก เด็กจะร้องก่อนเข็มจะถูก เมื่อถูกเข็มแทงก็ร้องลั่น พอหมอถอนเข็มออกก็ยังร้องอยู่ เพราะโกรธหมอ นี่คือตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นกลไกของสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์”

“ความ ทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน ทำอย่างไรจะเห็นสภาวะชัดเจน ทำอย่างไรจะรู้ทัน”

โจทย์นี้หาคำตอบได้ไม่ยาก!

**********

คอลัมน์ ร้อยเหลี่ยมพันมุม มติชนรายวัน
โดย วีณา โดมพนานคร

มทร.จี้อุดมศึกษาแสดงจุดยืนกรอบคุณวุฒิ ราชภัฏแนะใช้เกณฑ์วัดหลากหลาย ม.เอกชนหนุน-ชี้ทำช้าเสียโอกาส

ย้ำสถาบันฯ จะต้องมีนโยบายออกมาตรการให้ชัด ว่ามหาวิทยาลัยจะใช้หรือไม่ใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ ความไม่ชัดเจนจะทำให้อาจารย์ ไม่มั่นใจ อีกท้งไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกันวัดผล…

จากการอภิปรายเรื่อง “จากกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในชั้นเรียน” ในการประชุมวิชาการของสมาคมเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดม ศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท.) ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติหรือTQF เป็นแนวคิดที่ดี แต่เมื่อประกาศใช้แล้วก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ต้องใจเย็น และสร้างความเข้าใจต่อคณาจารย์และปรับปรุงกลไกต่างๆให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

รศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า มทร.ทั้ง 9 แห่งมีการเตรียมพร้อมเกี่ยวกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล ปัจจัยที่ทำให้การใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ ประสบความสำเร็จได้นั้น มหาวิทยาลัยจะต้องมีนโยบายออกมาตรการให้ชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยจะใช้หรือไม่ ใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ ความไม่ชัดเจนจะทำให้อาจารย์ ไม่มั่นใจ

รศ.ดร.ศิ โรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สวนดุสิต ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ เป็นเรื่องดี แต่การกำหนดมาตรฐานต่างๆ ควรคำนึงว่ามหาวิทยาลัยทั้ง 200 กว่าแห่งมีปรัชญาของตนเองซึ่งแตกต่างกัน นักศึกษาที่ป้อนเข้าแต่ละมหาวิทยาลัยมีความเก่งแตกต่างกันจึงไม่ควรใช้เกณฑ์ วัดเดียวกัน

ดร.มัทนา สานติวัตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะนายกสมาคมอุดมศึกษาเอกชน กล่าวว่า ตนเชื่อว่ากรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯต้องมีข้อดีอยู่บ้าง จึงอยากเชิญชวนมหาวิทยาลัยต่างๆว่าอย่ารีรอ จะเสียโอกาส ควรกระวีกระวาดทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวน 61 แห่ง มีความหลากหลาย ทั้งจุดกำเนิด สถานที่ตั้ง คุณภาพอาจารย์ผู้สอน การมีกรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯจะช่วยให้เรามีหลักฐานที่จะติดตามการสอนของแต่ละ กลุ่ม เพื่อนำมาปรับปรุงต่อไป.

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

บางรักซอยเก้า..ตอนศึกเก้าอี้สะท้านฟ้า

คำถามจิตวิทยา..ทายใจ ไขความลับ

เริ่มอ่านแบบทดสอบได้เลย..แต่ ห้าม..แอบอ่านเฉลยนะเดี๋ยวจะไม่ตรงน้ะจ๊ะ..**

1. กำลังเดินไปตามทางเดิน แล้วเห็นอะไรอยู่รอบตัว

ก. ป่าทึบ มองขึ้นข้างบนแทบไม่เห็นท้องฟ้า
ข. ทุ่งข้าวโพดเหลืองอร่ามตัดกับสีขอบฟ้า
ค. เนินเขาสีเขียว เห็นภูเขาอยู่ลืบๆ

2. เห็นอะไรตกอยู่ข้างๆ เท้า
ก. กระจก
ข. แหวน
ค. ขวด

3. เก็บมันขึ้นมาไหม

ก. เก็บ
ข. ไม่เก็บ

4. เดินต่อไปเจอแหล่งน้ำ แหล่งน้ำที่ว่าคือ…
ก. ทะเลสาบใส
ข. น้ำตก
ค. ลำธาร

5. กุญแจที่จมอยู่ในน้ำซึ่งกำลังจะเก็บขึ้นมานั้นมีลักษณะอย่างไร

ก. กุญแจบ้าน
ข. กุญแจโบราณ
ค. กุญแจล็อคเกอร์เล็กๆ

6. ต่อมาเจอะบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนั้นเป็นบ้านแบบไหน
ก. แมนชั่นหรูแบบละแวกฮอลลีวู้ด
ข. กระท่อมพร้อมสนามหญ้า
ค. ปราสาทสวยโทรมๆ

7. แล้วทำยังไงต่อ
ก. มองเข้าไปทางหน้าต่าง
ข. เข้าไปสำรวจ
ค. ไม่สน… แล้วเดินต่อไป

8. ทันใดนั้นก็มีบางอย่างกระโจนใส่ ทำให้ตกใจ สิ่งนั้นคือ

ก. หมี
ข. พ่อมด
ค. เหยื่อที่ใช้ตกปลา

9. ด้วยความตกใจจึงวิ่งไปจนถึงกำแพงมีประตูคุณจึงมองลอดรูกุญแจก็เลยเห็น

ก. สวนเขียวขจีในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง
ข . บ่อน้ำกลางทะเลทราย
ค. ชายหาดและเกลียวคลื่น
———————————

เฉลยคำถาม
คำถามที่ 1 ทัศนคติเกี่ยวกับตัวเอง

ก. คนอื่นมองว่าเป็นคนที่น่าสนใจ เพราะปกปิดตัวตนที่แท้จริงเพื่อนๆ รัก เพราะเป็นนักฟังที่ดี
ข. เป็นคนฉลาด ซื่อสัตย์ และน่ารักเป็นมิตรกับทุกคน และไม่ค่อยมีเรื่องกับใคร แถมยังเป็นตัวแทนของความร่าเริง สนุกสนาน ใครๆ จึงมักจะเข้ามาพูดคุยด้วย
ค. เป็นคนติดดิน และผู้คนรัก เพราะนิสัยเป็นคนตรงๆ นี่แหละ คือนักไกล่เกลี่ยปัญหา เพราะจะรับฟังความของทั้งสองฝ่ายก่อนตัดสินว่าใครถูกใครผิด

คำถามที่ 2 ลักษณะของคู่รักที่มองหา

ก. แฟนต้องเป็นคนที่จะร่วมชีวิตกันในอนาคต แต่ควรเปิดใจให้กว้าง เพราะที่สมบูรณ์ตามแบบอาจไม่ค่อยมีเสน่ห์มากนัก
ข. ป็นคนโรแมนติก ยามรักจะทุ่มเทเพื่อถนอมรักไว้ให้ดีที่สุด เพราะเชื่อว่ารักแท้จะคง อยู่ตลอดกาล และอยากให้แฟนห่วงใยดูแลเสมอ
ค. ชอบคนที่กล้าแสดงความเก่ง ทะเยอทะยาน และจริงจัง ฉะนั้นพวกหล่อ/สวยอย่างเดียวน่ะไม่ผ่าน

คำถามที่ 3 ความพร้อมที่จะผูกมัดกับใครซักคน

ก. ถ้าใช่ก็ได้เลย
ข. ดูใจกันไปเรื่อยดีกว่า

คำถามที่ 4 รักซึมลึกขนาดไหน
ก. จริงจังกับความสัมพันธ์เอามากๆ ถ้าพบคนที่ใช่จะรักสุดหัวใจ
ข. เพศตรงข้ามคิดว่าเซ็กซี่มาก เพราะหว่านเสน่ห์เก่งชาย/หญิงหลายขโยงจึงพากันหลงใหล
ค. ทักษะการจีบเป็นเลิศ จึงเปลี่ยนคู่ควงได้ไม่ซ้ำหน้า

คำถามที่ 5 ความสำคัญของการศึกษา
ก. การศึกษาสำคัญน้อยกว่าโลกภายนอกที่รออยู่เบื้องหน้า ลึกๆ แล้วอาจจะอยากเริ่มทำงาน และออกมาอยู่เอง
ข. การศึกษาสำคัญที่สุด อยากเรียนหนักๆ จะได้ซึมซับความรู้ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ค. อาจจะไม่ชอบเรียน แต่มีความคิดดีๆ มากมาย เชื่อสัตชาตญาณ และสมองของตัวเอง ฉะนั้นอาจลงเอยด้วยอาชีพที่ไม่เหมือนใคร

คำถามที่ 6 งานเหมาะๆ
ก. มีเป้าหมายเยอะ และพยายามทำทุกอย่างสุดๆ งานที่ชอบจึงต้องเป็นงานที่ได้แสดงพลัง ปรารถนาความสำเร็จอย่างที่สุด
ข. ยึดหลักความเป็นจริงในการเลือกอาชีพ และมุ่งมั่นจะเติบโตในสายงานที่เลือก
ค. อาชีพที่ฝันไว้เป็นไปได้ยากในชีวิตจริง น่าจะมองๆ หาอะไรใกล้ตัวทำไปก่อนดีกว่าไม่งั้นอาจเศร้า

คำถามที่ 7 ความสำเร็จมีความหมายแค่ไหน
ก. กลัวล้มเหลว เลยไม่กล้าเริ่มต้น จงอย่าเพิ่งยอมแพ้เสียตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ
ข. มั่นใจว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จ เพราะจะไม่มีสิ่งไหนมากั้นขวางได้
ค. ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องใหญ่ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ และชอบที่จะอยู่กับคนที่รักมากกว่าจะทุ่มชีวิตไปกับการงาน หรือดำรงตำแหน่งสูง

คำถามที่ 8 กลัวอะไรมากที่สุด
ก. กลัวที่จะไม่มีใครให้พึ่ง หรือกลัวเลี้ยงตัวเองไม่ได้
ข. กลัวในสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเพื่อกลบเกลื่อนเลยใช้อำนาจบาตรใหญ่เกินไปบ้าง
ค. เป็นห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาคนอื่นเอามากๆ จึงพยายามสุดชีวิตที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คน ต้องเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองบ้างแล้ว

คำถามที่ 9 ตัวตนคือ…

ก. เป็นผู้ใหญ่มีความคิดความอ่าน ซื่อสัตย์ กล้าแสดงความเห็น ผู้คนจึงมาขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ แต่อาจแย่ถ้าเจอปัญหาที่ต้องใช้หัวใจมิใช่สมอง
ข. ต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ เพราะชอบอยู่กับความคิดของตัวเอง และมักจะแว่บหายยามเข้าตาจน แต่จะรู้สึกดีขึ้นถ้าระบายกับคนที่ไ ว้ใจซะบ้าง
ค. เป็นคนที่เต็มที่กับชีวิต และกล้าแสดงออก แต่เดาอารมณ์ยาก และเปลี่ยนความคิดได้เรื่อยๆ บางครั้ง เหมือนมหาสมุทร…สงบได้…แต่ไม่นาน

อาชญากรออนไลน์’ภัยมืดที่มาจากเฟซบุ๊ก ถึงขั้นเสียทรัพย์-เสียชีวิต

มาแรงแซงโค้งสำหรับยุคนี้ ต้องยกให้ “เครือข่ายสังคมออนไลน์” เพราะไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ก็ต้องประสบพบเจอ ตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงยันคนแก่ชรา ใช้กันไม่เว้น ที่ฮิตๆ ก็เห็นจะเป็นเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เอ็มเอสเอ็น (MSN) ว่าก็ว่าไป ประโยชน์มันมหาศาล แต่โทษก็มโหฬารเช่นกัน…

เห็นกันชัดๆ กรณีข่าวหน้าหนึ่ง “ไทยรัฐ” ผัวหึงยิงเมียดับ หลังพบแชทเฟซบุ๊กกับชายอื่น หรือกรณีของ “น้องมาร์ค” วี 11 หรือนายวิทวัส ท้าวคำ ที่ต้องทิ้งฝันของตัวเองเพราะพิษโซเชียลเน็ตเวิร์คนี่เอง นอกจากนี้ มฤตยูมืดหลากรูปแบบที่แฝงตัวมากับเครือข่ายออนไลน์สมัยนี้ มีกูรูฟันธงว่า ถ้าไม่มีระบบป้องกันที่ดี ใช้อย่างไม่มี “สติ” อนาคตข้างหน้า “หายนะ” แน่

วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” ได้มีโอกาสพูดคุยกับกูรูด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ถึงสถานการณ์การใช้ แนวโน้มความรุนแรง และวิธีการป้องกันปัญหาที่แฝงตัวมา อย่างนายปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย

โดยนายปริญญา บอกว่า ขณะนี้คนไทยเล่นเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์กันเป็นจำนวนมากกว่า 4.2 ล้านคน แยกเป็นผู้หญิง 56% ชาย 44% ซึ่งช่วงอายุการใช้งาน เด็ก 11% อายุ 18-24 ปี 39% อายุ 25-34 ปี 36% และอายุ 35 ปีขึ้นไป 14% คนส่วนใหญ่ที่เล่นนั้นชอบเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของตัวเอง บนเครือข่ายโดยไม่รู้ตัว เช่น วันเกิด ข้อมูลส่วนตัว รูปเพื่อน รูปตัวเอง รูปครอบครัว เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ตัวจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะ จะรู้ได้ว่าคุณมีเพื่อนที่ไหนอย่างไรบ้าง ใส่วันเกิดจริง รูปครอบครัวไม่ได้เลย เพราะคนที่กระทำจะเอาไปทำอะไรก็ได้ เช่น ธุรกรรมทางการเงิน เรียกค่าไถ่ เป็นต้น อันตรายอย่างยิ่งดังนั้นต้องศึกษากันให้ดีๆ

แนวโน้มคนจะเสียชื่อ เสียง เสียภาพลักษณ์ จากเรื่องพวกนี้มากขึ้น เช่นกรณี ประธานาธิบดี บารัค โอบามา บอกเลยว่าสิ่งแรกที่คนอยากเป็นประธานาธิบดี อันดับแรกต้องไม่โพสต์อะไรลงเฟซบุ๊ก เพราะถ้าทำอะไรไม่ดีไว้ มีคนคอยเก็บคอยค้นข้อมูล เช่นเดียวกับกรณีมาร์ควี 11 โพสต์ข้อความคุยกับเพื่อนๆ แจก…นายกฯ เขาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นพับลิค ดังนั้นต้องระวัง ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ต้องระวัง

นอกจากเสียชื่อเสียง แล้ว มีหลายกรณีที่เสียชีวิต เช่น กรณีที่เป็นข่าวผัวหึงเมีย ที่ไปเล่นเฟซบุ๊กกับผู้ชายอื่น จัดการยิงทิ้ง แล้วยิงตัวเองตายตาม สำหรับประเทศนอก มีกรณีที่ภรรยาแต่งงานแล้ว แต่ไปแก้สถานะว่าเป็นซิงเกิล สามีจับได้ก็ยิงทิ้งเช่นกัน แนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง เนื่องจากอัตราคนใช้เฟซบุ๊กก่อนหน้านี้ปีที่แล้ว 2552 จำนวน 200,000 กว่าคน แต่ปัจจุบันมีจำนวน 4.2 ล้านคน จำนวนเพิ่มขึ้นเยอะมาก

สำหรับปัญหา ที่น่ากลัวมากก็คือ ปัญหาอาชญากรที่มาจากสังคมออนไลน์เหล่านี้คือ พวกคนที่ทำไวรัส ที่มาทำเป็นเกม หลอกใครไปหลอก หลังจากนั้นจะเจาะข้อมูล เพราะฉะนั้นคนที่เล่นจะโดนขโมยข้อมูลส่วนตัวเอาไปทำอะไรไม่ดี เช่น ข้อมูลทางด้านการเงิน เอทีเอ็ม บัตรเครดิต เพราะบางคนอาจจะใช้พาสเวิร์ดเดียวกันหมด

ในมุมขององค์กรจะเจอปัญหา ที่เรียกว่าไลฟ์สไตล์ แฮคกิ้ง ของคนที่อยู่ในองค์กร และเจอปัญหาเรียกว่าเจเนเรชั่นวาย (Y) กับคนที่อายุ 15-30 ปี มีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่เร็ว ต้องได้ดังใจ ง่าย เร็ว จะไม่มีสติในการใช้งาน อะไรที่ท้ายทาย โดนบล็อกก็จะเข้าให้ได้ ดังนั้นคนเหล่านี้ก็จะต้องฝึกอบรมให้รู้ถึงภัยที่มากับโซเซียลเน็ตเวิร์ค ให้เล่นได้ แต่ไม่ให้เล่นเกม ไม่ให้โพสต์ เข้าไปดูได้ เพราะถ้าให้เล่นหมด 1.ไวรัสจะมา 2.ผลผลิตของงานจะลดลงประมาณ 12-15%

ส่วนกรณีการแข่งขัน ทำสงครามทางด้านข่าวสาร ที่ผ่านมานั้นพบว่า การต่อสู้ระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงมาก ต่างคนต่างมาช่องของตัวเอง มีเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นของตัวเอง จะมีพวกเชียร์อัพ เช่น กลุ่ม 1 ล้านคนไม่เอาทักษิณ มีเรดทวิต สะท้อนให้เห็นว่าใครที่ยึดสื่อ ยึดโซเชียลมีเดียได้ คนนั้นได้เปรียบ

“แต่ก่อน คนจะพึ่งไทยรัฐ เดลินิวส์ แต่ตอนนี้มีสื่ออีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สื่อ ไม่มีนักข่าว ไม่มีบรรณาธิการ แต่คนก็ตามๆ กัน เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุทธิชัย หยุ่น เป็นต้น ต่างคนต่างแสดงออกในความคิด คนธรรมดาก็สามารถทำได้ คุณสามารถจะปล่อยข่าวลือ กลุ่มคนเสื้อแดงจะทำได้ดีมากที่ผ่านมา ดูภาพ ดูรูป ดูวิดีโอบนเวที ใช้สื่อใช้ในการต่อสู้ เอาคนอื่นมาเป็นพวกตัวเอง แมสเสจที่ออกจากโซเชียลมีเดีย เปรียบเสมือนกระสุนที่ออกจากปากกระบอกปืน”

ภาย ใน 2-3 ปีนี้ สถานการณ์จะรุนแรงมาก เพราะทุกอย่างจะย้ายเข้าสู่โมบายทั้งสิ้น ทำธุรกรรมทางมือถือทั้งหมด ซึ่งในโทรศัพท์มือถือนั้น ทุกเครื่องจะไม่มีแอนตี้ไวรัส น่ากลัว ดังนั้นต้องระวังอย่างยิ่ง อย่าคิดว่าอะไรที่คุยๆ กันอยู่ คนอื่นจะไม่เห็น แต่อย่างไรก็ตาม เครือข่ายสังคมออนไลน์มีทั้งดีและเสีย อยู่ที่การจะเรียนรู้และปฏิบัติ ต้องใช้วิจารณญาณในการเล่น

อาชญากร ยุคไซเบอร์จะมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้นคือ ไม่ได้แฮกแบบสะเปะสะปะเหมือนเดิม เรียกว่าทาร์เกต แอทแทค จะมีการไปหาโปรไฟล์ส่วนตัวในเฟซบุ๊กก่อน ชอบอะไร เล่นอะไร หลังจากนั้นจะส่งสิ่งที่ชอบให้คลิก ทำให้มีการรู้ข้อมูลทั้งหมด เอาไปทำอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ

“วิธีการป้องกันนั้น ในองค์กรถ้าจะบล็อกหมดเลยคงเป็นไปไม่ได้ ต้องให้ความรู้ จ้างคนมาอบรม ถ้าในรูปแบบส่วนตัวให้อ่านหนังสือ ฟังสัมมนา เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรู้และไม่รู้ ถ้ารู้แล้วรอด อย่างแรกเลยต้องให้ความรู้ก่อน และทำไห้เกิดความเข้าใจก่อนว่ามันมีภัยอย่างไร ถึงจะเอาตัวรอดได้ แต่หากไม่มีตรงนี้คิดหายนะแน่นอน เพราะคนจะรู้เท่าไม่ถึงการถึงขั้นต้องเสียทรัพย์เสียชีวิต”

นอกจาก ให้การศึกษาแล้วในองค์กรต้องมีระบบ มีการควบคุม ไม่ให้โพสต์ ไม่ให้แชท ไม่ให้เล่นเกม กำหนดเวลาการเล่นบางอย่าง เนื่องจากเรื่องบางเรื่องเป็นภัยต่อความมั่นคงระดับประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้นหน่วยงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) ควรที่จะดูแลเรื่องนี้อย่างยิ่ง ควรจะหยุดการวิ่งไล่บล็อกเว็บไซต์ต่างๆ กันได้แล้ว ควรมาตั้งศูนย์ ที่เรียกว่า “เนชั่นแนล ซีเคียวริตี้ อินเทลิเจนท์” หรือ “เนชั่นแนล ไซเบอร์ ซิตี้” หรือศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านความปลอดภัยที่มาจากเทคโนโลยี ซึ่งมันควรมีอย่างยิ่งยวด ประเทศอื่นมีกันหมดแล้ว ปัจจุบันไทยไม่มีเลย เรื่องนี้ตนเคยทำหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง แต่ปรากฏว่าไม่มีการได้รับคำตอบแต่อย่างใด

“สนามไซเบอร์ คือสนามรบอีกสนามหนึ่งที่เราต้องชนะ ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงอยู่ และภายใน 1-2 ปีนี้จะรุนแรงมากขึ้น เช่น เรื่องภาคใต้ เราแพ้ในสนามจริง ระเบิดลงประจำ มิหนำซ้ำ ในสนามไซเบอร์ เราเองก็ยังแพ้กลุ่มขบวนการต่างๆ ส่วนวิธีการในนามบุคคลให้ทำการศึกษาด้วยตนเอง และต้องมี “สติ” ไม่เช่นนั้น ก็จะพบเจอกับความหายนะ” กูรูด้านสังคมออนไลน์ ย้ำในที่สุด.

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ