ศธ.สั่งพร้อมแจงงบฯปี 54

รมว.ศึกษาธิการ เผย สั่งทุกองค์กรหลักเตรียมพร้อมชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่จะมีการพิจารณาวาระ 2 และ 3 วันที่ 18-20 ส.ค.นี้…

นาย ชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ได้ให้ทุกองค์กรหลักเตรียมความพร้อมในการชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่จะมีการพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 18-20 ส.ค.นี้ โดย ศธ.ได้เสนอของบฯทั้งสิ้น 392,091 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯรายจ่ายประจำปี 391,131 ล้านบาท ที่เหลืออีก 960 ล้านบาท เป็นงบฯ ที่จะนำไปใช้ในกองทุนต่างๆ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบการรายงานตัวเลขการสละสิทธิ์โครงการเรียน ฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ซึ่งพบว่ามีนักเรียนสละสิทธิ์ทั้งสิ้น 31,363 คน เป็นเงิน 23 ล้านบาท โดยจะนำเงินไปช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ผ่านการประเมินคุณภาพตาม มาตรฐานของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ตนยังได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ตนและ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน์ เลขาธิการ กพฐ.ได้ไปร่วมรายการเชื่อมั่นประเทศ ไทยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ฝากให้ ศธ.ส่งเสริมเด็กที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น โดยตนมอบให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เตรียมจัดทุนการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอกเพิ่ม เพื่อจูงใจให้นักเรียนหันมาเรียนต่อคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มากขึ้น

Advertisements

บัวแก้วเล็งร่อนหนังสือ แจงยูเอ็นกรณีเขาพระวิหาร

กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมร่างหนังสือเสนอ นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาลงนามก่อนส่งถึงสหประชาชาติ กรณีสมเด็จฯ ฮุนเซน ตำหนิท่าทีนายกรัฐมนตรีไทย ที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ ปี 2543….

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศรับทราบกรณีที่ สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งหนังสือถึงประธานการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อตำหนิท่าทีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ ปี 2543 ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พร้อมยืนยันจะใช้วิธีทางการทูตและการทหารควบคู่กัน เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนทั้ง 2 ประเทศ

นายธานี กล่าว่า กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาเนื้อหาของหนังสือดังกล่าวโดยละเอียดแล้ว เห็นว่า มีบางส่วนที่คลาดเคลื่อน และบริบทบางตอนไม่สมบูรณ์ จึงต้องชี้แจงทำความเข้าใจในบางประเด็น ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะต้องนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจาณาเนื้อหาและลงนามก่อนจะให้ผู้แทนถาวรแห่ง ประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยื่นชี้แจงต่อสหประชาชาติ ส่วนจะส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาได้ภายในวันนี้หรือไม่ ยังไม่สามารถบอกได้ แต่จะเร่งทำให้เร็วที่สุด

รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวด้วยว่า ในประเด็นที่กล่าวหาว่าไทยขู่จะใช้กำลังทหารกับกัมพูชานั้น เชื่อว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งยืนยันการกระทำของไทยได้

ข่าวจาก..หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สะพาน-คนสำคัญ เป้าระเบิด เสกโผล่มอบตัว

วินาศกรรม สะพาน-สังหารคนสำคัญ เจ้าหน้าที่คอยเฝ้าติดตาม และอารักขากลุ่มบุคคลสำคัญอย่างเข้มงวดแล้ว ขณะที่”เสก”โผล่มอบตัวสู้คดีลอบวางระเบิดห้างบิ๊กซี ก่อนส่งดีเอสไอสอบสวนต่อไป…

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า จากกรณีที่การข่าวจากหน่วยข่าวของรัฐบาลได้รายงานข้อมูลการก่อเหตุในช่วง เดือนส.ค.นั้น ล่าสุดได้มีการส่งข้อมูลสำคัญเข้ามาถึงฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลอีกครั้ง โดยข้อมูลดังกล่าวได้ระบุเฉพาะเจาะจงเป้าหมายและสถานที่ ที่ขบวนการใต้ดินมีแผนจะก่อเหตุดังต่อไปนี้ สำนักงานองค์กรอิสระ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สถานทูตต่างๆ โดยเน้นสถานทูตที่มีสำนักงานอยู่บริเวณถนนวิทยุเป็นพิเศษ โรงภาพยนตร์ บ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ทั้งที่สี่เสาเทเวศร์และที่
จังหวัดนครราชสีมา บ้านพักนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ซอยสวัสดี สุขุมวิท 31

ผู้ สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนั้น ทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภายังเป็นเป้าหมายในการก่อเหตุตามรายงานของหน่วยข่าว ด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับรูปแบบในการก่อวินาศกรรม ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดเหตุยิงคลังเก็บน้ำมันและมีการป้องกันและเฝ้าระวัง เข้มข้นแล้ว ยังมีข้อมูลบางส่วนได้กล่าวถึงการก่อวินาศกรรมสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีอยู่ประมาณ 9-10 แห่งใน กทม. และปริมณฑลด้วย รวมทั้งมีแผนการลอบสังหารบุคคลสำคัญ ครม.ที่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายยังมีเป้าหมายที่จะเอาชีวิต ซี่งฝ่ายความมั่นคงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่คอยเฝ้าติดตาม และอารักขากลุ่มบุคคลสำคัญอย่างเข้มงวดแล้ว

ต่อมาช่วงเย็น นายเสกสรรค์ วรปิติเจริญกุล ที่ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีลอบวางระเบิดห้างบิ๊กซี ราชดำริ ได้ ติดต่อขอเข้ามอบตัวกับชุดสืบสวนของ พล.ต.อ.ภาณุพงษ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ 10 หัวหน้าชุดสืบสวนคลี่คลายระเบิดใจกลางกรุง มี พ.ต.อ.มานพ น่วมลิวงศ์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. ไปรับตัวส่งพนักงานสอบสวน ของกรมสอบสวนคดีพิเศษอีกทอด เพื่อสอบปากคำขยายผลหาความเชื่อมโยงว่ากลุ่มผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์วางระเบิดห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ จริงหรือไม่ ตามคำให้การของ น.ส.ปฏิภัค เอกอภิวัชร์ พี่สาวนายธนเดช หรือไก่ เอกอภิวัชร์ ที่ระบุว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน เกี่ยวข้องกับระเบิดในรถเก๋งซีวิคที่ถูกนำมาจอดไว้ที่ริมน้ำอพาร์ตเมนต์ มีนายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรีขับมาจอด ก่อนนายเสกสรรค์จะขับรถตู้มารับ ซึ่งทั้ง 3 คน เป็นเพื่อนสนิทเคยมานอนพักที่ห้องร่วมกัน.
ไทยรัฐออนไลน์

* โดย ทีมข่าวหนังสือพิมพ์
* 5 สิงหาคม 2553, 03:45 น.

สธ. ผุดชุดทดสอบสารปนเปื้อนสามนาทีให้ผล

รมช.สาธารณสุข ผุดชุดทดสอบ (test kit) ความปลอดภัยในอาหารและยาสมุนไพรรวม 6 ชนิด ไม่เกิน3นาทีให้ผลแม่นยำ 98% ตั้งเป้าปี 56 ครัวไทยจะปลอดภัยสารปนเปื้อน…

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.253 นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องการมาเที่ยวเป็นอันดับต้นๆ ของโลกกระทรวงสาธารณสุขร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชูประเด็นสร้างความ ปลอดภัยอาหารบริโภค เพื่อให้ไทยเป็นครัวของโลกและครัวที่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยวด้วยตั้งแต่ปี นี้เป็นต้นไปได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการ “วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” โดยจะใช้ชุดทดสอบ(test kit)ความปลอดภัยในอาหารและยาสมุนไพรรวม 6 ชนิด ได้แก่ ชุดทดสอบสารบอแรกซ์ในลูกชิ้น ชุดทดสอบยาฆ่าแมลงในผักผลไม้สด ชุดทดสอบฟอร์มาลีนในอาหารทะเล ผักสดชุดทดสอบสารฟอกขาวในอาหารจำพวกถั่วงอก หน่อไม้ดอง ชุดทดสอบสารกันราและอาหารปะเภทหมักดองและชุดทดสอบสารสเตียรอยด์ในยาสมุนไพร ซึ่งชุดทดสอบนี้พัฒนาและผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ใช้ง่าย รู้ผลเร็วไม่เกิน 3 นาที ให้ผลแม่นยำสูงถึงร้อยละ 98 ทำให้สามารถรู้ถึงสิ่งปนเปื้อนในอาหารก่อนนำมาบริโภคได้เพราะสารปนเปื้อนดัง กล่าว มีอันตรายมาก ทำให้เป็นมะเร็งในระยะยาวได้ตั้งเป้าหมายจะให้ประชาชนมีชุดทดสอบนี้ใช้ทดสอบ อาหารก่อนนำมาบริโภคในครัวเรือนได้ภายในปี 2556.

คปร.เชื่อเลิกพรก.ฉุกเฉินการเมืองดีขึ้น

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ชุดอานันท์ ปันยารชุน เสนอ ระบบยุติธรรมทางเลือก สร้างความเป็นธรรมสังคม จี้ รัฐเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เชื่อทำการเมืองดีขึ้น…

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 29 ก.ค. 2553 ที่บ้านพิษณุโลก นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด เลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน กล่าวหลังการประชุมว่า มีข้อสรุปเบื้องต้นถึงประเด็นปัญหาสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและ สร้างความเป็นธรรมในสังคม จำนวน 15 ประเด็น เช่น ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาหนี้สิน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การศึกษา สาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม และการจัดสรรงบประมาณ โดยจะพิจารณาอีกครั้งว่า ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นหรือไม่ หรือจะมีประเด็นอะไรเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการนำระบบยุติธรรมทางเลือกมาใช้เพื่อสร้าง ความเป็นธรรมให้แก่สังคม เพื่อให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยขึ้นมาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ไม่ให้มีการฟ้องร้องคดีต่อศาล ในรูปแบบเดียวกับร่าง พ.ร.บ..คุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการของกระบวนการดังกล่าว เพราะเป็นระบบที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับกระบวนการยุติธรรมและสิ่งแวดล้อม

นาย เดชรัชต์ ล่าวว่า ส่วนกรณีที่คณะกรรมการปฏิรูปเสนอให้รัฐบาลยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้นำความเห็นของฝ่ายสนันสนุนให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินและข้อกังวล ของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก พ.ร.ก.มาหารือ และ มีความเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับเรื่องนี้ไปพิจารณาแล้ว สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป คือ เสนอให้รัฐยกเลิกพ.ร.ก.โดยเร็ว เพราะเชื่อว่าหากมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะทำให้การแก้ไขปัญหาทางการเมือง หลายอย่างจะดีขึ้น

มทร.จี้อุดมศึกษาแสดงจุดยืนกรอบคุณวุฒิ ราชภัฏแนะใช้เกณฑ์วัดหลากหลาย ม.เอกชนหนุน-ชี้ทำช้าเสียโอกาส

ย้ำสถาบันฯ จะต้องมีนโยบายออกมาตรการให้ชัด ว่ามหาวิทยาลัยจะใช้หรือไม่ใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ ความไม่ชัดเจนจะทำให้อาจารย์ ไม่มั่นใจ อีกท้งไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกันวัดผล…

จากการอภิปรายเรื่อง “จากกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในชั้นเรียน” ในการประชุมวิชาการของสมาคมเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดม ศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท.) ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติหรือTQF เป็นแนวคิดที่ดี แต่เมื่อประกาศใช้แล้วก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ต้องใจเย็น และสร้างความเข้าใจต่อคณาจารย์และปรับปรุงกลไกต่างๆให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

รศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า มทร.ทั้ง 9 แห่งมีการเตรียมพร้อมเกี่ยวกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล ปัจจัยที่ทำให้การใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ ประสบความสำเร็จได้นั้น มหาวิทยาลัยจะต้องมีนโยบายออกมาตรการให้ชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยจะใช้หรือไม่ ใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ ความไม่ชัดเจนจะทำให้อาจารย์ ไม่มั่นใจ

รศ.ดร.ศิ โรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สวนดุสิต ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ เป็นเรื่องดี แต่การกำหนดมาตรฐานต่างๆ ควรคำนึงว่ามหาวิทยาลัยทั้ง 200 กว่าแห่งมีปรัชญาของตนเองซึ่งแตกต่างกัน นักศึกษาที่ป้อนเข้าแต่ละมหาวิทยาลัยมีความเก่งแตกต่างกันจึงไม่ควรใช้เกณฑ์ วัดเดียวกัน

ดร.มัทนา สานติวัตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะนายกสมาคมอุดมศึกษาเอกชน กล่าวว่า ตนเชื่อว่ากรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯต้องมีข้อดีอยู่บ้าง จึงอยากเชิญชวนมหาวิทยาลัยต่างๆว่าอย่ารีรอ จะเสียโอกาส ควรกระวีกระวาดทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวน 61 แห่ง มีความหลากหลาย ทั้งจุดกำเนิด สถานที่ตั้ง คุณภาพอาจารย์ผู้สอน การมีกรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯจะช่วยให้เรามีหลักฐานที่จะติดตามการสอนของแต่ละ กลุ่ม เพื่อนำมาปรับปรุงต่อไป.

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อาชญากรออนไลน์’ภัยมืดที่มาจากเฟซบุ๊ก ถึงขั้นเสียทรัพย์-เสียชีวิต

มาแรงแซงโค้งสำหรับยุคนี้ ต้องยกให้ “เครือข่ายสังคมออนไลน์” เพราะไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ก็ต้องประสบพบเจอ ตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงยันคนแก่ชรา ใช้กันไม่เว้น ที่ฮิตๆ ก็เห็นจะเป็นเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เอ็มเอสเอ็น (MSN) ว่าก็ว่าไป ประโยชน์มันมหาศาล แต่โทษก็มโหฬารเช่นกัน…

เห็นกันชัดๆ กรณีข่าวหน้าหนึ่ง “ไทยรัฐ” ผัวหึงยิงเมียดับ หลังพบแชทเฟซบุ๊กกับชายอื่น หรือกรณีของ “น้องมาร์ค” วี 11 หรือนายวิทวัส ท้าวคำ ที่ต้องทิ้งฝันของตัวเองเพราะพิษโซเชียลเน็ตเวิร์คนี่เอง นอกจากนี้ มฤตยูมืดหลากรูปแบบที่แฝงตัวมากับเครือข่ายออนไลน์สมัยนี้ มีกูรูฟันธงว่า ถ้าไม่มีระบบป้องกันที่ดี ใช้อย่างไม่มี “สติ” อนาคตข้างหน้า “หายนะ” แน่

วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” ได้มีโอกาสพูดคุยกับกูรูด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ถึงสถานการณ์การใช้ แนวโน้มความรุนแรง และวิธีการป้องกันปัญหาที่แฝงตัวมา อย่างนายปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย

โดยนายปริญญา บอกว่า ขณะนี้คนไทยเล่นเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์กันเป็นจำนวนมากกว่า 4.2 ล้านคน แยกเป็นผู้หญิง 56% ชาย 44% ซึ่งช่วงอายุการใช้งาน เด็ก 11% อายุ 18-24 ปี 39% อายุ 25-34 ปี 36% และอายุ 35 ปีขึ้นไป 14% คนส่วนใหญ่ที่เล่นนั้นชอบเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของตัวเอง บนเครือข่ายโดยไม่รู้ตัว เช่น วันเกิด ข้อมูลส่วนตัว รูปเพื่อน รูปตัวเอง รูปครอบครัว เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ตัวจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะ จะรู้ได้ว่าคุณมีเพื่อนที่ไหนอย่างไรบ้าง ใส่วันเกิดจริง รูปครอบครัวไม่ได้เลย เพราะคนที่กระทำจะเอาไปทำอะไรก็ได้ เช่น ธุรกรรมทางการเงิน เรียกค่าไถ่ เป็นต้น อันตรายอย่างยิ่งดังนั้นต้องศึกษากันให้ดีๆ

แนวโน้มคนจะเสียชื่อ เสียง เสียภาพลักษณ์ จากเรื่องพวกนี้มากขึ้น เช่นกรณี ประธานาธิบดี บารัค โอบามา บอกเลยว่าสิ่งแรกที่คนอยากเป็นประธานาธิบดี อันดับแรกต้องไม่โพสต์อะไรลงเฟซบุ๊ก เพราะถ้าทำอะไรไม่ดีไว้ มีคนคอยเก็บคอยค้นข้อมูล เช่นเดียวกับกรณีมาร์ควี 11 โพสต์ข้อความคุยกับเพื่อนๆ แจก…นายกฯ เขาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นพับลิค ดังนั้นต้องระวัง ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ต้องระวัง

นอกจากเสียชื่อเสียง แล้ว มีหลายกรณีที่เสียชีวิต เช่น กรณีที่เป็นข่าวผัวหึงเมีย ที่ไปเล่นเฟซบุ๊กกับผู้ชายอื่น จัดการยิงทิ้ง แล้วยิงตัวเองตายตาม สำหรับประเทศนอก มีกรณีที่ภรรยาแต่งงานแล้ว แต่ไปแก้สถานะว่าเป็นซิงเกิล สามีจับได้ก็ยิงทิ้งเช่นกัน แนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง เนื่องจากอัตราคนใช้เฟซบุ๊กก่อนหน้านี้ปีที่แล้ว 2552 จำนวน 200,000 กว่าคน แต่ปัจจุบันมีจำนวน 4.2 ล้านคน จำนวนเพิ่มขึ้นเยอะมาก

สำหรับปัญหา ที่น่ากลัวมากก็คือ ปัญหาอาชญากรที่มาจากสังคมออนไลน์เหล่านี้คือ พวกคนที่ทำไวรัส ที่มาทำเป็นเกม หลอกใครไปหลอก หลังจากนั้นจะเจาะข้อมูล เพราะฉะนั้นคนที่เล่นจะโดนขโมยข้อมูลส่วนตัวเอาไปทำอะไรไม่ดี เช่น ข้อมูลทางด้านการเงิน เอทีเอ็ม บัตรเครดิต เพราะบางคนอาจจะใช้พาสเวิร์ดเดียวกันหมด

ในมุมขององค์กรจะเจอปัญหา ที่เรียกว่าไลฟ์สไตล์ แฮคกิ้ง ของคนที่อยู่ในองค์กร และเจอปัญหาเรียกว่าเจเนเรชั่นวาย (Y) กับคนที่อายุ 15-30 ปี มีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่เร็ว ต้องได้ดังใจ ง่าย เร็ว จะไม่มีสติในการใช้งาน อะไรที่ท้ายทาย โดนบล็อกก็จะเข้าให้ได้ ดังนั้นคนเหล่านี้ก็จะต้องฝึกอบรมให้รู้ถึงภัยที่มากับโซเซียลเน็ตเวิร์ค ให้เล่นได้ แต่ไม่ให้เล่นเกม ไม่ให้โพสต์ เข้าไปดูได้ เพราะถ้าให้เล่นหมด 1.ไวรัสจะมา 2.ผลผลิตของงานจะลดลงประมาณ 12-15%

ส่วนกรณีการแข่งขัน ทำสงครามทางด้านข่าวสาร ที่ผ่านมานั้นพบว่า การต่อสู้ระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงมาก ต่างคนต่างมาช่องของตัวเอง มีเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นของตัวเอง จะมีพวกเชียร์อัพ เช่น กลุ่ม 1 ล้านคนไม่เอาทักษิณ มีเรดทวิต สะท้อนให้เห็นว่าใครที่ยึดสื่อ ยึดโซเชียลมีเดียได้ คนนั้นได้เปรียบ

“แต่ก่อน คนจะพึ่งไทยรัฐ เดลินิวส์ แต่ตอนนี้มีสื่ออีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สื่อ ไม่มีนักข่าว ไม่มีบรรณาธิการ แต่คนก็ตามๆ กัน เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุทธิชัย หยุ่น เป็นต้น ต่างคนต่างแสดงออกในความคิด คนธรรมดาก็สามารถทำได้ คุณสามารถจะปล่อยข่าวลือ กลุ่มคนเสื้อแดงจะทำได้ดีมากที่ผ่านมา ดูภาพ ดูรูป ดูวิดีโอบนเวที ใช้สื่อใช้ในการต่อสู้ เอาคนอื่นมาเป็นพวกตัวเอง แมสเสจที่ออกจากโซเชียลมีเดีย เปรียบเสมือนกระสุนที่ออกจากปากกระบอกปืน”

ภาย ใน 2-3 ปีนี้ สถานการณ์จะรุนแรงมาก เพราะทุกอย่างจะย้ายเข้าสู่โมบายทั้งสิ้น ทำธุรกรรมทางมือถือทั้งหมด ซึ่งในโทรศัพท์มือถือนั้น ทุกเครื่องจะไม่มีแอนตี้ไวรัส น่ากลัว ดังนั้นต้องระวังอย่างยิ่ง อย่าคิดว่าอะไรที่คุยๆ กันอยู่ คนอื่นจะไม่เห็น แต่อย่างไรก็ตาม เครือข่ายสังคมออนไลน์มีทั้งดีและเสีย อยู่ที่การจะเรียนรู้และปฏิบัติ ต้องใช้วิจารณญาณในการเล่น

อาชญากร ยุคไซเบอร์จะมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้นคือ ไม่ได้แฮกแบบสะเปะสะปะเหมือนเดิม เรียกว่าทาร์เกต แอทแทค จะมีการไปหาโปรไฟล์ส่วนตัวในเฟซบุ๊กก่อน ชอบอะไร เล่นอะไร หลังจากนั้นจะส่งสิ่งที่ชอบให้คลิก ทำให้มีการรู้ข้อมูลทั้งหมด เอาไปทำอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ

“วิธีการป้องกันนั้น ในองค์กรถ้าจะบล็อกหมดเลยคงเป็นไปไม่ได้ ต้องให้ความรู้ จ้างคนมาอบรม ถ้าในรูปแบบส่วนตัวให้อ่านหนังสือ ฟังสัมมนา เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรู้และไม่รู้ ถ้ารู้แล้วรอด อย่างแรกเลยต้องให้ความรู้ก่อน และทำไห้เกิดความเข้าใจก่อนว่ามันมีภัยอย่างไร ถึงจะเอาตัวรอดได้ แต่หากไม่มีตรงนี้คิดหายนะแน่นอน เพราะคนจะรู้เท่าไม่ถึงการถึงขั้นต้องเสียทรัพย์เสียชีวิต”

นอกจาก ให้การศึกษาแล้วในองค์กรต้องมีระบบ มีการควบคุม ไม่ให้โพสต์ ไม่ให้แชท ไม่ให้เล่นเกม กำหนดเวลาการเล่นบางอย่าง เนื่องจากเรื่องบางเรื่องเป็นภัยต่อความมั่นคงระดับประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้นหน่วยงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) ควรที่จะดูแลเรื่องนี้อย่างยิ่ง ควรจะหยุดการวิ่งไล่บล็อกเว็บไซต์ต่างๆ กันได้แล้ว ควรมาตั้งศูนย์ ที่เรียกว่า “เนชั่นแนล ซีเคียวริตี้ อินเทลิเจนท์” หรือ “เนชั่นแนล ไซเบอร์ ซิตี้” หรือศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านความปลอดภัยที่มาจากเทคโนโลยี ซึ่งมันควรมีอย่างยิ่งยวด ประเทศอื่นมีกันหมดแล้ว ปัจจุบันไทยไม่มีเลย เรื่องนี้ตนเคยทำหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง แต่ปรากฏว่าไม่มีการได้รับคำตอบแต่อย่างใด

“สนามไซเบอร์ คือสนามรบอีกสนามหนึ่งที่เราต้องชนะ ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงอยู่ และภายใน 1-2 ปีนี้จะรุนแรงมากขึ้น เช่น เรื่องภาคใต้ เราแพ้ในสนามจริง ระเบิดลงประจำ มิหนำซ้ำ ในสนามไซเบอร์ เราเองก็ยังแพ้กลุ่มขบวนการต่างๆ ส่วนวิธีการในนามบุคคลให้ทำการศึกษาด้วยตนเอง และต้องมี “สติ” ไม่เช่นนั้น ก็จะพบเจอกับความหายนะ” กูรูด้านสังคมออนไลน์ ย้ำในที่สุด.

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ