จิ๊กซอว์..ที่ไม่ได้อยู่ข้างกัน

บนโต๊ะตัวหนึ่ง มีจิ๊กซอว์กระจัดกระจายอยู่เต็มเกลื่อนกลาด
ยังไม่มีชิ้นไหนถูกปะติดปะต่อกัน

ที่มุมโต๊ะด้านหนึ่ง จิ๊กซอว์สองตัวนอนสงบนิ่งอยู่ใกล้ๆกัน
ลวดลายของทั้งสองเป็นสีฟ้าอ่อนของท้องฟ้ายามเช้าเหมือนกัน
คล้ายๆว่าจะเป็นจิกซอว์ที่อยู่ข้างกันในรูปที่สมบูรณ์

จิ๊กซอว์ทั้งสองตัวจึงค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าหากัน
เริ่มหมุนตัวช้าๆ พยายามหามุมที่จะประสานกับอีกฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
ใช้ส่วนเว้าของเรา ไปสอดรับกับส่วนโค้งของเขา
หาส่วนเว้าแหว่งของเขา มารับส่วนป้านเทอะทะของเรา…..
ทั้งคู่พยายามอยู่อย่างนั้น……

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า จิ๊กซอว์ทั้งสองพยายามอย่างมากที่จะต่อกันให้สนิท
มุมแล้วมุมเล่าที่ลองปรับ เหลี่ยมแล้วเหลี่ยมเล่าที่พยายามประสาน
ไม่มีครั้งไหนจะต่อกันได้อย่างสนิทไร้ช่องว่างส่วนเกินเลย

สุดท้าย จิ๊กซอว์ตัวที่ใหญ่กว่าจึงยอมแพ้ เคลื่อนตัวจากไป
จิ๊กซอว์ตัวเล็กกว่าร้องเรียกด้วยเสียงโศกเศร้า

“เธอจะไปไหน ฉันทำผิดอะไรเหรอ เธอถึงต้องจากฉันไป ฉันไม่ดีตรงไหน ทำไม
เธอต้องยอมแพ้แบบนี้ด้วย เธอไม่สงสารฉันเลยหรือ ไม่เสียดายวันเวลาที่เรา
พยายามต่อประสานให้เป็นหนึ่งเดียวกันหรือ”

จิ๊กซอว์ตัวใหญ่หันกลับมาด้วยสีหน้าปวดร้าว เอ่ยเสียงเรียบ

“ทำไมเธอถึงคิดว่าเธอทำผิด การที่เราต่อกันเป็นชิ้นเดียวไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิด
ของเธอ ไม่ใช่ความผิดของฉัน เพียงเพราะว่าเราไม่ได้เป็นจิกซอว์ที่ถูกออกแบบ
มาให้อยู่ข้างกัน ก็เท่านั้น และฉันก็กำลังยอมรับมันด้วยความเจ็บปวด….
ฉันเสียใจที่ทำเธอบอบช้ำจากการที่เราพยายามดัดตัวเองให้ประสานกับอีกฝ่าย
แต่ก็รู้ใช่ไหม ว่าฉันก็บอบช้ำไม่ต่างกับเธอเลย เวลาและความพยายามของเรามัน
ไม่สูญเปล่าไปหรอก เพราะอย่างน้อย มันก็ทำให้เรารู้ว่าส่วนโค้งของเรามันโค้ง
แค่ไหน ส่วนเว้าของเรามันลึกเท่าไหร่ และเราควรจะหาจิ๊กซอว์รูปร่างแบบไหน
มาเติมเต็มช่องว่างที่เราขาดไป ร้องไห้อยู่ตรงนั้นเถิด และทิ้งความโศกเศร้าทั้ง
หมดไว้ตรงนั้น เมื่อเธอแข็งแรงดีแล้ว เธอจงตามหาจิ๊กซอว์ตัวที่ถูกสร้างมาอยู่
ข้างๆเธออย่างแท้จริง ถึงวันนั้นเธอคงเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดในวันนี้”

จิ๊กซอว์ตัวใหญ่จากไปแล้ว
แต่เรื่องราวยังดำเนินต่อไป
ร่องรอยบอบช้ำและเสียงร้องไห้ของตัวจิกซอว์มากมาย
ยังคงแว่วมาจากทั่วทุกจุดบนโต๊ะ……..

สุดท้ายแล้ว จิ๊กซอว์ของภาพชื่อความรักนี้จะถูกประกอบเป็นรูปที่สมบูรณ์สวยงามได้หรือไม่….ไม่มีใครรู้

และถึงตอนนี้ จิ๊กซอว์ตัวเล็กผู้น่าสงสารตัวนั้น จะเข้าใจสิ่งที่จิ๊กซอว์ตัวใหญ่พูดหรือยัง…..ไม่มีใครรู้

ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของจิ๊กซอว์ตัวใหญ่ทั้งหมดคือความจริงหรือเป็นเพียงข้อแก้ตัว….ยิ่งไม่มีใครรู้

Advertisements

10 ความเชื่อทางการแพทย์ผิด ๆ

…………………………………………………………………………….
อันดับ 10 การ ตากฝน โดนอาการเย็น เช็ดตัวไม่แห้ง นอนตากพัดลม

ไม่ได้เป็นสาเหตุของหวัด แต่มาจากการรับ virus จากสาเหตุอื่นมากกว่า

อันดับ 9 อาหาร Low fat

เกือบทุกชนิดจะมี cal สูง เพราะมี carbohydrate สูงแทน ไม่เชื่อดูฉลากสิ

อันดับ 8 ไม่ มีการลดน้ำหนักเฉพาะส่วนได้จริง

เพราะพลังงานที่เราใช้ต้องมาจาก เลือดไม่ได้มาจากเนื้อเยื่อในบริเวณที่ออก กำลัง และทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดไปว่าการ sit up ช่วยลดหน้าท้องได้แต่ จริงๆ การวิ่งยังจะลดได้มากเสียกว่า

อันดับ 7 การ เข้าน้ำเกลือแล้วจะมีแรง

ชาวบ้านโดยเฉพาะภาคอีสาน ชอบคิดว่า การเข้าน้ำเกลือ จะช่วยให้มีกำลังวังชาขึ้นมา ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด แต่ถูกนำไปใช้หลอกโดยกลุ่มหมอเถื่อน ไปตามหมู่บ้านชนบท แล้วไปแทงน้ำเกลือให้ คิดตังค์ ยิ่งน้ำเกลือที่มีสีเหลือง ชาวบ้านยิ่งชอบ คิดว่าเป็นการให้ยา จริงๆแล้ว ผสม Vit B ลงไป …. สรุป การเข้าน้ำเกลือไม่ได้ช่วยให้มีกำลังวังชาขึ้นมาแต่อย่างใด ถ้าคนไข้กินได้ควรให้กินก่อน การทำหัตถการที่invasive เช่นการแทง iv เอาไว้ทีหลัง

อันดับ 6 บาด แผลที่เกิดจากการถลอก (แผลถลอก)

ทำแผลครั้งเดียวก็พอ เพราะ แผลก็จะแห้ง พอแผลแห้งก็ไม่ต้องทำแผลอีก ไม่มีประโยชน์อันใด

อันดับ 5 เวลา เจอคนชักให้เอาช้อนงัดปาก

บางคนก็เอารองเท้ายัด ที่ถูกคือไม่ให้เอาอะไรงัดทั้งสิ้น คนชักปกติจะไม่กัดลิ้นตัวเอง ยิ่งเอาอะไรใส่เข้าไปในปากจะยิ่งกัด ถ้าเอาช้อนงัด ผลที่ได้คือฟันหักเรียบ

อันดับ 4 หลาย คน เชื่อว่า เวลาเริ่มจะมีอาการไม่สบายต้องรีบกินยาแก้อักเสบ

ซึ่งยาแก้อักเสบที่พูดถึงนั้นก็ คือ ยาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ นั่นเอง ไม่รู้ว่า แก้อักเสบตรงไหน เวลาที่เริ่มไม่สบาย เช่น ไอ เจ็บคอ ช่วงแรกนั้น เชื่อว่าเกิดจาก viral infection เพราะฉะนั้น การกินยา แก้อักเสบ Amoxycillin จึงไม่ได้ประโยชน์อะไร จะบอกว่าเป็น Bacterial infection ก็ต่อเมื่อ มีคอแดง เจ็บคอมาก กลืนแล้วเจ็บ ไข้สูง มีอาการดังกล่าว แล้ว ค่อยเริ่มกิน

อันดับ 3 หลาย คนเชื่อว่า หากไม่ได้นอน แล้วสามารถ นอนทดแทนได้

ซึ่งจริงๆแล้ว การนอนไม่สามารถนอนทดแทนได้ เช่น ปกติต้องนอนคืนละ 8 ชั่วโมง แล้ว เมื่อคืนนอนได้ 3 ชั่วโมง หายไป 5 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ต้องนอนทดแทนให้ครบ 8 ก่อน หรือไม่ก็ ต้อง ทดในคืนต่อไป เป็น 13 ชั่วโมง จึงจะนอน อิ่ม ไม่จริงค่ะ การได้งีบหลับแค่ 10 นาทีก็ทำให้สดชื่นได้แล้ว…

อันดับ 2 มี ความเชื่อว่าการกินไข่ขาว ทำให้แผลหายช้า (เป็นแผลเป็นด้วย)

จริงๆแล้ว ช่วยให้แผลหายได้เร็ว เพราะมี albumin เป็นโปรตีนช่วยสร้างเสริมเนื้อเยื่อ ต่างหาก

อันดับ 1 การ ปฐมพยาบาลผุ้ป่วยกินกรด เบส

ไม่ควรทำให้อาเจียน เพราะ จะเป้นการทำให้ กรดเบส เหล่านั้น ย้อนขึ้นมา ทำลายอวัยวะอื่นๆอีกได้ ให้รีบนำส่ง โรงพยาบาล

แด่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง

แด่ … ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ชื่อว่า “แม่”

“…โปรดรักแม่ เหมือนอย่างที่แม่รักคุณ…”

เมื่อคุณเกิดมาในโลกนี้ แม่อุ้มคุณไว้ในอ้อมอก คุณขอบคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้

เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ แม่ป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ คุณขอบคุณแม่โดยการร้องไห้งอแง

เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ
แม่สอนให้คุณหัดเดิน คุณขอบคุณแม่ด้วยการวิ่งหนีทุกครั้งที่แม่เรียกหา

เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ แม่ทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก คุณขอบคุณแม่ด้วยการโยนจานลงบนพื้น

เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ
แม่ให้ดินสอสีแก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการระบายสีเลอะเต็มบ้าน

เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ แม่แต่งชุดสวย ๆ (หรือหล่อ ๆ)ให้คุณไปเที่ยว คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำชุดเลอะโคลน

เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ แม่ไปส่งคุณที่โรงเรียน คุณขอบคุณแม่ด้วยการร้องไห้ตะโกนว่า”ไม่ไป..ไม่ไป..ไม่ไป”

เมื่อคุณอายุ 7 ขวบ แม่ซื้อไอศกรีมให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว

เมื่อคุณอายุ 8 ขวบ แม่ซื้อลูกบอลให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำกระจกเพื่อนบ้านแตก

เมื่อคุณอายุ 9 ขวบ แม่สอนให้คุณเล่นเปียโน คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม

เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ แม่พาคุณไปเรียนพิเศษและพาไปงานวันเกิดเพื่อน คุณขอบคุณแม่ด้วยการกระโดดลงจากรถโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง

เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ แม่พาคุณกับเพื่อนไปดูหนัง คุณขอบคุณแม่ด้วยด้วยการขอที่นั่งคนละแถว(หรือขอให้แม่ไม่ต้องดู)

เมื่อ คุณอายุ 12 ขวบ แม่เตือนคุณว่าอย่าดูทีวี ให้ตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมเข้า ม.1 คุณขอบคุณแม่ด้วยการรอให้แม่ไปข้างนอกแล้วดูต่อโดยไม่อ่านหนังสือเลย

เมื่อคุณอายุ 13 ปี แม่บอกให้คุณตัดผม คุณขอบคุณแม่ด้วยการด่าแม่ว่า”แม่นี่ไม่มีรสนิยมเลย ไม่ต้องมายุ่งกะหนู(ผม)หรอก”

เมื่อ คุณอายุ 14 ปี แม่จ่ายเงินซัมเมอร์แคมป์ที่แพงแสนแพงเพื่อให้คุณได้เรียนสิ่งที่ดี ๆ คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เขียนจดหมายหาแม่ซักฉบับ

เมื่อคุณอายุ 15 ปี แม่กลับบ้านหลังงานเลิกอยากกอดคุณสักกอด คุณขอบคุณแม่ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้องโดยไม่สนใจ

เมื่อคุณอายุ 16 ปี แม่สอนคุณขับรถ คุณขอบคุณแม่ด้วยการขับรถหนีแม่ไปเที่ยว

เมื่อ คุณอายุ 17 ปี แม่จ่ายค่าเรียนกวดวิชาให้คุณได้เรียนเพิ่ม เพื่อหวังให้คุณเก่งและมีความรู้.คุณขอบคุณแม่ด้วยการให้แม่ส่งข้างนอก เพื่อจะได้ไม่อายเพื่อน

เมื่อคุณอายุ 18 ปี แม่ร้องไห้ในวันที่คุณจบชั้นมัธยม คุณขอบคุณแม่ด้วยการฉลองกับเพื่อนตั้งแต่ค่ำยันเช้า

เมื่อคุณอายุ 19 ปี แม่รอโทรศัพท์สายสำคัญจากคุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการใช้โทรศัพท์ตลอดคืนนั้น

เมื่อคุณอายุ 20 ปี แม่ถามว่าคุณมีแฟนหรือยัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการตอบว่า”แม่อย่ามายุ่งกะหนู(ผม)เลย”

เมื่อคุณอายุ 21 ปี แม่แนะนำอาชีพของแม่ให้คุณทำในอนาคตของคุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า “หนู(ผม) ไม่อยากเป็นอย่างแม่”

เมื่อคุณอายุ 22 ปี แม่อยากกอดคุณในวันรับปริญญา คุณขอบคุณแม่ด้วยการไปกอดกับเพศตรงข้ามกับคุณโดยไม่กอดแม่ที่ท่านอยากกอดคุณ

เมื่อ คุณอายุ 23 ปี แม่ซื้ออพาร์ตเม้นท์และเฟอร์นิเจอร์ให้แก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการว่ากับเพือ่น ๆ.ลับหลังว่า”มันช่างเชยและน่าเกลียดเสียนี่กระไร”

เมื่อคุณ อายุ 24 ปี แม่บอกให้คุณพาแฟนของคุณมาหาแม่ เมื่อคุณพามา แม่ถามพวกคุณว่าอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไร คุณขอบคุณแม่ด้วยการจ้องเขม็งและพูดว่า”แม่จะมายุ่งอะไรกะหนู(ผม)อีกเนี่ย”

เมื่อ คุณอายุ 25 ปี (สำหรับผู้ชาย)แม่ช่วยออกค่าสินสอดให้กับคุณ และบอกกับคุณว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า “อายคนอื่นเขาน่า แม่”
(สำหรับผู้หญิง)แม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้กับคุณ และบอกว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน ตุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า “หนูอยากไปอยู่ต่างประเทศเพื่อจะได้สวีทกับแฟนโดยไม่มีแม่”

เมื่อคุณอายุ 30 ปี แม่โทรมาหาและแนะนำวิธีเลี้ยงเด็ก คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่าสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะแม่”

เมื่อคุณอายุ 40 ปี แม่โทรมาชวนคุณไปงานวันเกิดญาติ คุณขอบคุณแม่และญาติว่าตอนนี้ไม่ว่างเลย”

เมื่อคุณอายุ 50 ปี แม่ชราและไม่สบาย อยากให้คุณดูแล คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่ามันเป็นภาระนะแม่หนูมีงานอีกเยอะแยะ”

และแล้ววันหนึ่ง แม่จากคุณไปอย่างสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่ “แม่”

ไม่ มีอะไรมาแทนแม่ได้ แม้ว่าบางคราวแม่จะไม่ใช่คนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรือเห็นด้วยกับคุณ แต่ก็ คือ “แม่” ของคุณ และเชื่อได้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังคุณ ความกังวลของคุณ…

ลองถามตัวเองดู คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้า ความกังวลใจ ไม่ว่าจากการงาน จากงานบ้าน หรือจากงานในครัวของแม่ไหม คุณเคยนึกถึงความทุกข์ของแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อคุณและทุกคนไหม รักแม่ให้มาก ๆ แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างกัน เพราะเมื่อแม่จากไป จะเหลือเพียงความเสียใจและความทรงจำเท่านั้น อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รัก “แม่” ให้มากกว่ารักตนเอง แสดงให้แม่รู้ว่าคุณก็ “รัก” ก่อนที่จะ ทำได้เพียงบอกรักกับ “รูป” ของแม่เท่านั้น

“…โปรดรักแม่ เหมือนอย่างที่แม่รักคุณ…”

แล้วคุณล่ะรักแม่แบบไหน

อาหาร ลด โคเลสเตอรอล

รู้ หรือไม่ว่าการเลือกรับประทานอาหาร เป็นรากฐานสำคัญในการป้องกัน และ รักษาภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือด ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจและเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง โรคร้ายต่างๆ ที่มีส่วนประกอบจากโคเลสเตอรอลสูง อย่างโรคหลอดเลือดแดง หรือหัวใจขาดเลือด ฯลฯ ก็ไม่มากล้ำกลายสุขภาพของเราได้ง่ายๆ แน่นอนค่ะ

ถ้าอย่างนั้น มาดูการบริโภคอาหาร ที่ถูกวิธีการค่ะ

1. อาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องใน

ไข่ แดง ควรหลีกเลี่ยงค่ะ อย่าทานให้มากนัก เพราะนี่คือโคเสลเตอรอลทั้งนั้น ซึ่งโดยทั่วไปเราควรได้รับคอเลสเตอรอลไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้นพอค่ะ

2. เลือกรับประทานอาหารที่ให้พลังงาน

ให้ เพียงพอความต้องการของร่างกายเราต่อวันค่ะ ซึ่งควรจะได้รับ 20.0 – 24.9 กิโลกรัม ต่อวัน โดยให้ดูจากน้ำหนักของเรานี่ล่ะค่ะ ให้นำน้ำหนัก (กก) ของคุณ หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลัง2ค่ะ ผลลับเท่าไหร่นั่นล่ะค่ะ คือความต้องการพลังงานของคุณในแต่ละวัน ( ลองมาดูตัวอย่างกัน เช่น ถ้าใครมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ส่วนสูง 1.5 เมตร จะได้ดัชนีความหนาของร่างกาย = 50/(1.5)2 = 22.2 กก./ตารางเมตร แสดงว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ )

3.หลีกเลี่ยงอาหาร

ประเภท กะทิ หนังสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ที่ติดมันมากๆ เพราะอาหารพวกนี้ นำพาไขมันอิ่มตัวที่มีอันตรายต่อร่างกายตามมามากมายค่ะ

4. เลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง

จำพวก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน เพราะเหล่านี้อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น ที่ร่างกายเราต้องการ

แต่ ทั้งหมดนี้ ถ้าคุณมีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลมาจาก กรรมพันธุ์ หรือโรคบางชนิดนั้น วิธีการบำบัดที่ถูกต้อง นั่นคือ ใช้ยาลดโคเลสเตอรอล ควบคู่ไปกับ การรับประทานอาหารให้ถูกต้อง หรือที่เค้าเรียกกันว่า โภชนบำบัด จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาดีขึ้น มากกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียวค่ะ

สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในคำว่า “รัก”

คำว่า “รัก” มีอะไรมากมายซุกซ่อนอยู่ในนั้น อาจจะหวานชื่น ขมขื่น หรืออะไรอื่นอีกหลากหลาย ที่จะทำให้คนรู้จัก “รัก” ได้สัมผัสและรู้สึกถึง….

ความรักเริ่มจากความคิด
เพราะ ความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก บางที.. ความรักอาจทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงความคิดไปจากเดิม อาจทำให้คนเราต้องปรับปรุงในสิ่งที่เคยทำ เพียงเพื่อให้เข้ากับใครอีกคน

ความรักทำให้เกิดความเคารพ ศรัทธา
คุณจะไม่สามารถรักใครได้ ถ้าไม่รู้สึกเชื่อมั่นเสียก่อน และคนแรกที่คุณต้องศรัทธาเชื่อมั่น ก็คือตัวเอง

ความรักคือการให้ ถ้าคุณต้องการที่จะได้ความรัก

สิ่ง ที่คุณต้องทำก็คือการให้ ยิ่งให้.. คุณก็จะยิ่งได้รับสูตรลับของความสุขและทำให้มิตรภาพยืนยาวที่คุณควรจะจำเอา ไว้เสมอก็คือ อย่าถามว่าคนอื่นให้อะไรคุณบ้าง แต่ให้ถามว่าคุณทำอะไรให้คนอื่นบ้างจะดีกว่า

ในความรักมีมิตรภาพซ่อนอยู่

อยาก ได้รักแท้ ก็ต้องหาเพื่อนแท้ให้ได้เสียก่อน การจะรักกันได้ไม่ใช่แค่มองตา แต่อยู่ที่ว่า.. ต่างคนต่างมีอะไรที่ตรงกันหรือเปล่าหากจะรักใครอย่างจริงใจ คุณควรจะรักในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่แค่ภาพที่คุณเห็น มิตรภาพก็เหมือนกับปุ๋ยที่ช่วยทำให้ความรักเบ่งบานเติบโตทุก ๆ วันนั่นเอง

การสัมผัส ช่วยสานต่อความรักให้ดีขึ้น
เคย รู้สึกดีใช่มั้ยเวลาที่มีใครโอบไหล่หรือกอดคุณ? การสัมผัส จึงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งที่มีพลัง และช่วยทลายกำแพงแห่งความชิงชังไม่เข้าใจได้อีกด้วย น่าแปลกที่การสัมผัสสามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์ และท่าทีที่แข็งกร้าวให้เบาบางลงได้

อยากรักต้องรู้จักปลดปล่อย
ถ้า คุณรักใครจงปล่อยให้เขาเป็นอิสระบ้างเพราะคุณเองคงรู้สึกอึดอัด ถ้ามีใครมาล่ามโซ่คุณ ดังนั้น.. จงเรียนรู้ที่จะให้อภัยและลืมอดีตที่ไม่ดี เรียนรู้ที่จะปลดปล่อยความกลัวภายในใจเรียนรู้ที่จะยุติธรรมและลดทิฐิ รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ลงบ้าง

ลองบอกตัวเองว่า.. นับแต่นี้ คุณจะทิ้งความกลัวทั้งหมด แล้วอดีตจะไม่มีผลอะไรต่อตัวคุณได้.. นับจากวันนี้ไป คุณก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที

ชีวิตจะเปลี่ยนไป
เมื่อ เราเรียนรู้ที่จะเปิดใจให้กว้างและซื่อสัตย์ต่อกัน รวมถึง คุยกับคนรักอย่างเปิดเผย และกล้าที่จะพูดถ้อยคำวิเศษว่า “ฉันรักเธอ” โดยไม่ปล่อยให้โอกาสดี ๆ หลุดลอยไป คุณควรจะบอกรักก่อนจากกันทุกครั้งเสมอ เพราะบางที นั่นอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะพบกัน!

แก่นแท้ของความรัก คือการไว้ใจกัน

ถ้า คุณไม่เชื่อใจกัน ใครคนหนึ่งจะรู้สึกระแวง กังวล และหวาดหวั่น ขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัดใจ ที่สำคัญ.. คุณไม่อาจรักใครจริง ๆ ได้ ถ้าคุณไม่ไว้ใจเขาคนนั้นอย่างแท้จริง

อ่อนแอ “ความรัก”

หากว่าการจากลาของใครบางคน … ทำให้คุณอ่อนแอนั้น
โปรดเข้าใจใหม่เสียว่า … คุณอ่อนแอตั้งแต่ตอนที่ยังมีเขาอยู่เคียงข้างกายคุณแล้ว
แค่วันนี้คุณไม่มีใครให้พักพิง … เหมือนเช่นวันที่มีเขา…ในเมื่อเขาทิ้งคุณไปแล้ว …

ไม่แปลกหากน้ำตาจะไหลริน
แต่อยากให้คุณ ได้คิดสักนิด …
ในเมื่อเขาคิดจะทิ้งคุณไปแล้ว …
คุณจะมานั่งร้องไห้ เสียใจให้กับเขา
และความรักอันแหลกสลายนี้ทำไม ?
นอกจากน้ำตาที่มันจะกัดเซาะ บาดแผลในใจของคุณให้ลุกลามแล้ว
มันยังเป็นน้ำกรด ราดรดลงไปในใจคนรอบข้างที่รักคุณอีกด้วย
ไม่ใช่เพียงคุณคนเดียวที่เสียใจและเจ็บปวด
ยังมีอีกหลายๆ คนที่เจ็บปวดไปพร้อมๆ กับคุณ

… ลืมตาขึ้นสิ …
คุณจะมองเห็น ” คนที่รักคุณ” ที่ยืนเฝ้ามองคุณอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วงใย
นอกห้องออกไป นอกห้องที่คุณขังตัวเองไว้เนิ่นนาน
เขาพร้อมจะซับน้ำตาให้คุณทันที ที่คุณเอ่ยปาก
คนที่ยอมรับการตัดสินใจของคุณอย่างเจ็บปวด
คนที่ใช้สองมือรองรับน้ำตาอย่างอาทร
และพร้อมใช้ไหล่กว้างซับผ่าน … ให้ไหลลึกลงไปสู่หัวใจ
แต่ “คนที่คุณรักคือคนที่ทำร้ายคุณ” เขากำลังปล่อยมือช้า ๆ
และพร้อมที่จะก้าวห่างจากคุณทุกเมื่อ…

คนที่กำลังก้าวข้ามน้ำตาคุณไป อย่างรังเกียจ
คนที่เห็นน้ำตาคุณ เป็นเพียงหยาดน้ำ
คนที่ไม่รับรู้และไม่รู้สึกอะไรกับเสียงสะอื้นที่คุณร้ำไห้
แล้วทำไม? … คุณจะต้องเจ็บปวดและเสียใจเพื่อเขา
ในขณะที่ยังมีคนที่รักคุณ … จับมือคุณอย่างอ่อนโยน
เข้าใจและเจ็บปวดอยู่ข้าง ๆ คุณ

แล้วทำไมคุณ … ไม่มองเขา..หรือมองแล้ว ทำไมยังไม่เห็นอีก
เมื่อเป็นแบบนี้คุณก็คงต้องเลือกแล้วล่ะ …
ระหว่าง หัวใจคุณที่ยังมีอยู่ กับ หัวใจที่ไม่มีคุณอยู่เลย…

ส่องกล้องมองคำว่า”ทุกข์”

“ความทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน”

“ยังไม่สนใจธรรมะ เพราะชีวิตยังไม่มีทุกข์”

คน จำนวนมากคิดเช่นนี้ เพราะคำว่า “ทุกข์” นั้นฟังดูเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสในชีวิต ทั้งที่ความจริงแล้ว ความหมายของคำนี้ในธรรมะของพุทธศาสนามีความละเอียดอ่อนยิ่งนัก หากศึกษาจริงๆ แล้วจะรู้สึกทึ่งและอัศจรรย์ใจในอัจฉริยภาพของตัวผู้ค้นพบยิ่งนัก

จะรู้สึกอย่างไรหากบอกว่าในทุกๆ จังหวะและท่วงทำนองของการดำเนินชีวิตมีทุกข์แฝงอยู่ทุกขณะ

ไม่รู้จัก-อย่ารีบบอกว่าไม่มี

อย่า เพิ่งเถียงถ้ายังไม่ได้คำอธิบายในเรื่องนี้ของ ดร.ระวี ภาวิไล ที่ส่องกล้องมองดูคำว่าทุกข์ได้ละเอียดไม่แพ้การส่องกล้องดูดาวบนท้องฟ้าเลย

“คำว่าปัญหากับความทุกข์ในทางพระพุทธศาสนาใช้แทนกันได้ คำว่าปัญหาเป็นคำสมัยใหม่ เราจะพิจารณาได้ว่าสิ่งที่เราเรียกว่าปัญหานี้คือ ความทุกข์นั่นเอง แต่เวลาพูดความทุกข์จะดูเหมือนหนัก พูดคำว่าปัญหาเป็นเรื่องทันสมัย แล้วเราจะพบว่าสิ่งที่เราต้องแก้ก็คือ ความไม่สะดวกสบายที่ทนได้ยากนั่นเอง

“ตามที่บอกว่าชีวิตเป็นความ ทุกข์เป็นปัญหานั้น ไม่ใช่ว่าการกล่าวเช่นนั้นเป็นการมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการกล่าวถึงสภาวะที่เป็นจริงในชีวิตของเรา”

ไม่เชื่อลองฟังต่อไปได้

“นับ ตั้งแต่เรารู้สึกตัวลืมตาขึ้นวันหนึ่งๆ จะพบปัญหาที่ต้องแก้ถัดกันไป แก้ปัญหานั้นปัญหาใหม่ก็เข้ามาเรื่อย ถ้าจะสังเกตตั้งแต่เช้า ปัญหาทำอย่างไรเราจะมาถึงที่ทำงานได้โดยเรียบร้อย แม้เมื่อถึงที่ทำงานเราจะพบปัญหารออยู่บนโต๊ะ จะต้องแก้อันนั้นอันนี้เรื่อยไป ชีวิตก็จะเป็นอย่างนี้

“ปัญหาหรือ ความทุกข์ทางกายนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่งที่น่าจะสังเกตได้ก็คือว่า ส่วนใจมันพลอยไปกับกายมากน้อยแค่ไหน ทั้งที่ส่วนใจก็มีความทุกข์ทางใจอยู่แล้ว คือความเศร้าโศก ความคับแค้นใจ ซึ่งส่วนของจิตใจนี้อาจจะเกิดขึ้นเพราะความทุกข์ทางกายทำให้เกิด หรืออาจเกิดแม้ความทุกข์ทางกายไม่มีก็ได้

“นับเป็นเรื่องที่มีความ ซับซ้อนในสาเหตุ และสาเหตุเหล่านี้ทางพฤติกรรมสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร แล้วก็รู้หนทางที่จะบรรเทามันลงไป”

ในบรรดาความทุกข์ที่แบ่งออกเป็นทางกายและทางใจนั้น อ.ระวีบอกว่า

“ความ ทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น แล้วเราจะพบว่ามนุษย์ได้สร้างกลไกขึ้นทั้งในตัวเองและสังคม ทำให้เกิดความกดดันและความทุกข์ทางใจขึ้น โดยคนส่วนใหญ่อาจจะมองข้ามไป หรืออาจจะมองไม่เห็น มันก็กลายเป็นปัญหาหรือเป็นทุกข์ ความทุกข์ทางใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่การอบรมและการฝึกฝนใจสามารถทำให้มันระงับ ไปได้”

ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น-เป็นประเด็นที่ควรให้ ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นวันหนึ่งๆ คนเราทุกข์ทางใจไปโดยสิ้นเปลืองไม่ใช่น้อย

บอกแค่นี้คงไม่ทำให้คิ้วที่ขมวดอยู่คลายออกไปได้ ต้องรับรู้การแจกแจงปฏิบัติการของสิ่งที่เรียกว่าทุกข์เสียก่อน

ทุกข์กาย-ทุกข์ใจแน่

กายไม่ทุกข์-ใจทุกข์ไปล่วงหน้า

“ตัวอย่าง ความพัวพันระหว่างทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจที่อาจจะได้พบกันในชีวิตประจำวัน สมมุติว่าเราเป็นเด็กไม่สบายแล้วไปหาหมอ หมอบอกว่าเราเป็นไข้หวัด ต้องฉีดยา ถ้าเด็กคนนั้นเคยฉีดยามาหนหนึ่งแล้ว พอบอกต้องฉีดยาอีกมันเกิดทุกข์ขึ้นมาทันที ความทุกข์ที่ได้รับฟังว่าต้องเอาเข็มมาแทงลงไปในเนื้อ ในขณะนั้นทุกข์ทางกายยังไม่ได้เกิด แต่ทุกข์ทางใจเกิดขึ้นแล้ว อาจจะเริ่มมีอาการเป็นทุกข์ เริ่มน้ำตาคลอ พอหมอเอาเข็มฉีดยาดูดยาออกมาจากหลอดก็เริ่มจะมีความทุกข์ทางกายบ้าง แต่ไม่เจ็บ น้ำตาไหลได้

“เราเป็นผู้ใหญ่รู้สึกแต่คงไม่ถึงกับน้ำตา ไหล เห็นหมอทำอย่างนั้นเราก็เริ่มรู้สึก หมอเอาเข็มฉีดยามาบีบยาให้ยามันไล่ แล้วก็เอามาจรดลง แล้วลองนึกทบทวนดูว่าเรารู้สึกอย่างไร จะรู้สึกไม่สบายใจ หมอเริ่มกดเข็ม บางครั้งเราก็มอง บางครั้งเราก็ไม่อยากมอง ลองมองดูและลองพิจารณาดูตอนที่เข็มมันจรด ความทุกข์ทางกายยังไม่เกิดขึ้น แต่เรามีความไม่สบายใจ พอหมอกดเข็มเข้าไปในเนื้อเรา นึกว่าเราเจ็บ แต่ที่จริงถ้าเราเพ่งใจลงไปในขณะเข็มกดลงไปในเนื้อ จะพบว่ามันยังไม่เจ็บ ความทุกข์ทางกายยังไม่มี แต่เมื่อเข็มมันลงไปลึกพอประมาณแล้ว และเมื่อหมอเริ่มกดยาเข้าไป ความเจ็บมันจะมี

“ถ้ามีสติอยู่กับ ปัจจุบัน เจ็บที่แล้วไปอย่าไปนึกถึงมันอีก เจ็บที่กำลังเจ็บดูมัน เจ็บที่ยังไม่มา อย่าเพิ่งไปเจ็บก่อน เราจะพบว่าความเจ็บได้เป็นทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราจะต้องแบกไว้ แต่ความเจ็บนั้นมันเป็นชั่วขณะๆ พอหมอถอนเข็มออกแล้วขยี้ตอนนั้นเราจะเจ็บมากชั่วขณะ แล้วก็จะชา แต่ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นจะรู้สึกว่าความเจ็บจริงๆ กับความที่ใจเราเป็นทุกข์มันปนเปกันไปหมด ไม่รู้ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางกาย ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางใจ

“ถ้าเป็นเด็ก เด็กจะร้องก่อนเข็มจะถูก เมื่อถูกเข็มแทงก็ร้องลั่น พอหมอถอนเข็มออกก็ยังร้องอยู่ เพราะโกรธหมอ นี่คือตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นกลไกของสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์”

“ความ ทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน ทำอย่างไรจะเห็นสภาวะชัดเจน ทำอย่างไรจะรู้ทัน”

โจทย์นี้หาคำตอบได้ไม่ยาก!

**********

คอลัมน์ ร้อยเหลี่ยมพันมุม มติชนรายวัน
โดย วีณา โดมพนานคร